ทำไมต้องแต่งตัวสีแดงในเทศกาลตรุษจีน

ทำไมเทศกาลงานมงคลสำคัญต่างๆ ในวัฒนธรรมของจีนถึงนิยมใส่เสื้อผ้าสีแดง อย่างวันตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง   เราจะพาไปไขข้อข้องใจและทำความรู้จักความหมายของสีแดงกันเลย

สีแดงเป็นถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสีแห่งความเป็นสิริมงคล มีความหมายถึงความโชคดี มีความสุข อายุยืนยาว เป็นสีที่มีพลังอำนาจขับไล่ขจัดสิ่งชั่วร้าย สิ่งอัปมงคลต่างๆ ได้ตามความเชื่อ ถือเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุไฟ สามารถพบการใช้สีแดงได้ทุกที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่จีน วันหยุดอื่นๆ และในการพบปะของครอบครัว ซองอั่งเปาซึ่งเป็นเงินของขวัญที่จะได้รับในสังคมจีนช่วงวันหยุดหรือโอกาสพิเศษมีการใช้สีแดงเช่นกัน

มีความเชื่อในสมัยก่อนที่ชาวบ้านพบว่าเหนียนมีจุดอ่อนคือ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เหนียนไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งเจอเด็กๆ กำลังเล่นหวดแส้กันเสียงดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป เมื่อไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งก็เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงฉูดฉาดตากอยู่หน้าบ้าน เหนียนก็ตกใจเผ่นหนีไปอีก และเมื่อไปถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าเหนียนไปพบเห็นกองเพลิงบนถนน สีของเพลิงที่เจิดจ้าส่องสว่างก็ทำให้เหนียนเผ่นหนีไปอีกครั้ง และตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านจึงได้รู้ว่าเหนียนแม้จะดุร้าย แต่ก็กลัวเสียงดัง สีแดง และไฟ นั่นเอง

เทศกาลตรุษจีนนอกจากสีแดงจะเป็นสีนำโชคแล้ว ยังมีเทคนิคต่างๆ ในการแต่งตัวเพื่อรับโชคในเทศกาลอีกด้วย

อย่างแรกใส่เสื้อผ้าสีแดงถือเป็นสีมมงคล เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ของจีน จะส่งผลดีหรือไม่ดีได้ตลอดทั้งปี เพื่อเอาเคล็ดในวันปีใหม่ให้ชีวิตสดใสราบรื่นเบิกบานไปตลอดปี

วันตรุษจีนไม่ควรสระผม เพราะหมายถึงเราชะล้างความมั่งคั่งโชคดีออกไป

ห้ามใส่ชุดขาวดำ เสื้อผ้าสีขาวดำเป็นสัญลักษณ์ของความตาย ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าสีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์

ห้ามใช้ของมีคมในวันขึ้นปีใหม่จีน เช่น มีด, กรรไกร, ที่ตัดเล็บ ถือว่าเป็นการตัดสิ่งดี ๆ ในอนาคต สาว ๆ ที่อยากจะตัดผมทรงใหม่ ทำเล็บ โกนหนวด แว็กขน แนะนำให้เลื่อนไปก่อน

ห้ามซักผ้าในวันตรุษจีน คนจีนเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งน้ำเกิดในวันตรุษจีน ดังนั้น การซักผ้าในวันตรุษจีนเปรียบเสมือนการลบหลู่ท่าน

ห้ามซื้อรองเท้าใหม่ คนจีนจะไม่ซื้อรองเท้าใหม่ในเดือนแรกของวันตรุษจีน เพราะคำว่า รองเท้า ในภาษาจีนออกเสียงว่า Hai มีเสียงคล้ายกับการถอนหายใจ จึงเชื่อว่าเป็น สัญญาณของการเริ่มต้นปีที่ไม่ดี

 

 

 

โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ คืออะไร

       โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะวัยทำงาน เนื่องจากมือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสสารระคายเคืองได้บ่อย เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู หรือแม้แต่น้ำเปล่า ซึ่งจะทำให้หน้าที่การทำงานของเกราะป้องกันผิวลดลง ทำให้เกิดเป็นผื่น

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสารเคมีหรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองทำให้ผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง หรือหากผิวหนังสัมผัสสารเคมี เช่น น้ำหอม ยาง หรือหนัง ทำให้เกิดการแพ้ จะเป็นลักษณะของผื่นแพ้สัมผัส บางรายอาจเป็นทั้งจากการระคายเคืองและการแพ้ร่วมกัน ทั้งนี้ระยะเวลาของการเกิดโรคอาจเป็นไม่นาน แต่ในบางรายอาจเป็นรุนแรงและนานหลายปี ทำให้มีผลต่อการทำงานและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

  • กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ ได้แก่
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ในวัยเด็ก ผู้ที่ทำงานโดยที่มือต้องสัมผัสน้ำบ่อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน เช่น แม่บ้าน คนเลี้ยงเด็ก คนทำอาหาร ช่างเสริมสวย ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ศัลยแพทย์  ทันตแพทย์ พยาบาล คนงานก่อสร้าง  เป็นต้น

อาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

ผู้ที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือจะมีอาการดังนี้

  • ผื่นแดง คัน แห้ง ขุย
  • บางครั้งมีร่องแตก เจ็บ หรือมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ฝ่ามือ หรือด้านข้างนิ้วมือ
  • บางรายอาจมีผื่นเฉพาะที่ เช่น บริเวณง่ามมือ กลางฝ่ามือ ปลายนิ้วมือ
  • หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะทำให้มี ตุ่มหนอง ผื่นบวมแดงเจ็บ มีน้ำเหลือง

การรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

การรักษาส่วนใหญ่เป็นการควบคุมอาการ ไม่ได้ทำให้ผื่นหายขาด  แต่หากผู้ป่วยทราบสาเหตุของการแพ้  หลีกเลี่ยงสารเคมีที่แพ้ได้อย่างถูกต้อง และเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้โรคไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกได้

วิธีป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

  1. การทาครีมที่ให้ความชุ่มชื้น ทำให้สารเคมีที่แพ้หรือระคายเคืองเข้าสู่ผิวหนังได้ยากขึ้น ควรทาบ่อยเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเมื่อพบว่ามือเริ่มแห้งไม่ชุ่มชื้นและทุกครั้งหลังล้างมือ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สี ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง
  2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ควรเลือกที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสบู่ที่จะทำให้มือแห้งระคายเคืองมากขึ้น อาจเลือกชนิดที่ผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  3. ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ ผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาด มาใช้ทำความสะอาดมือ
  4. ไม่ควรล้างมือบ่อยเกินไป โดยไม่ควรเกิน 2-3 ครั้งต่อวัน
  5. ไม่ล้างมือด้วยน้ำอุ่นมากๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งมากขึ้น
  6. หลังล้างมือซับมือให้แห้ง และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นทุกครั้ง
  7. ควรสวมถุงมือเมื่อต้องทำงานสัมผัสกับน้ำ หรือสารระคายเคืองโดยเลือกใช้ถุงมือที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรใส่ถุงมือนานกว่า 20 นาที เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นหรือระคายเคืองได้
  8. หากต้องใส่เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนถุงมือเมื่อรู้สึกว่าด้านในถุงมือเปียกชื้น และอาจใส่ถุงมือผ้าขาวไว้ข้างในถุงมืออีก 1 ชั้น เพื่อดูดซับเหงื่อ
  9. ควรทายาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ และรับการรักษาต่อไป

 

วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิง 

ภัยใกล้ตัวผู้หญิง  อย่าละเลยที่จะเตรียมตัวเพื่อป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่บางครั้งเราก็อาจคิดไม่ถึงว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

  •   วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิงปิดและล็อค

เมื่ออยู่คนเดียว อย่าลืมปิดประตู  หน้าต่าง หรืออะไรก็ตาม ที่เป็นช่องทางที่จะเข้าสู่ตัวบ้านได้ และหากพึ่งใช้รถยนต์ ก็อย่าลืมเช็คก่อนว่า เราได้นำของจากรถยนต์แล้ว ไม่ลืมอะไรไว้นอกตัวบ้าน เพราะเรายิ่งออกไปนอกตัวบ้านยิ่งน้อยที่สุดยิ่งดีค่ะ และหากบางบ้านซ่อนกุญแจไว้นอกตัวบ้าน เช่น ใต้กระถาง หรือจุดใด ๆ วันนี้ก็เก็บเข้าในบ้านไว้ก่อนนะคะ อีกเรื่องสำคัญ เวลาเข้าห้องน้ำ แม้ว่าจะอยู่คนเดียว ก็ควรปิดและล็อคประตูห้องน้ำด้วยนะคะ

  •   วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิงระแวดระวัง

อย่ามองข้ามความผิดปกติใดๆ  ไม่ว่าจะเป็น เสียง กลิ่น ความเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะในบ้านหรือนอกบ้าน เราจะต้องเช็คดูทุกอย่างให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยปกติ สำหรับในบ้าน อย่าลืมปิดหรือถอดปลั๊กอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้เรียบร้อย เช่น เตาแก๊ส เตารีด ที่เป่าผม แต่หากมีความผิดปกติแถวบริเวณบ้าน เช่น มีคนมาด้อม ๆ มอง ๆ มาเป็นชั่วโมงแล้ว เราอาจจะโทรหาเพื่อนบ้านที่สนิทและไว้ใจได้ ให้ทำทีว่ามาเยี่ยมเรา หรือหากไม่มี ก็ให้โทรหาตำรวจได้ค่ะ หลีกเลี่ยงการเดินออกไปสำรวจด้วยตัวเองคนเดียว

  •   วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิงทำตัวปกติ

แม้ว่าเราจะอยู่คนเดียวในวันนี้ หรือ คืนนี้ ก็ควรทำบรรยากาศให้เหมือนปกติ และตอนกลางคืน ก็ควรเปิดไฟในบางจุดไว้ทั้งคืน เพื่อให้เหมือนมีคนอยู่ที่บ้าน แต่ไม่ต้องถึงกับสว่างไสวไปทั้งบ้านนะคะ อันนั้นอาจจะดูผิดปกติไปอีก และถ้าปกติที่บ้านของเราเคยฟังเพลง ดูทีวี ก็ให้ทำเหมือนเดิม อย่าปิดไฟเงียบกริบ หรือทำอะไรที่แปลกไป เพราะหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีคอยสังเกตอยู่ เขาก็มีโอกาสจะเดาได้ว่า วันนี้เราอยู่คนเดียว

  •   วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิงพกไว้ใกล้ตัว

เราควรเก็บกุญแจบ้าน รีโมท มือถือ ไว้ใกล้ตัว ทั้งในทุกวัน และวันที่อยู่คนเดียว เพราะหากมีเหตุอันไม่พึงประสงค์ใด ๆ เราก็มีความพร้อมในการออกจากบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาวิ่งหารวบรวมสิ่งจำเป็นเหล่านี้ โดยอาจจะนำของเหล่านี้ใส่ไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ หรือถุงผ้า เพื่อมันจะได้รวมอยู่ด้วยกันเป็นชุด แล้วนำมาวางไว้ใกล้ตัว แม้แต่ตอนที่จะเข้าห้องน้ำ ก็พกเข้าไปด้วย และอย่าลืมชาร์จแบตมือถือให้เต็มไว้ เพื่อให้มีเพียงพอที่จะสามารถหยิบมาใช้งานข้ามคืนได้ด้วยนะคะ

  •   วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิงแต่งตัวรัดกุม

หากปกติเราเคยแต่งตัวสบายๆ อยู่บ้าน เช่น ขาสั้น เอวลอย สายเดี่ยว ก็ควรแต่งตัวให้รัดกุมขึ้น แม้แต่เวลาที่จะเข้านอน ชุดนอนก็ควรเป็นแบบเรียบๆ อย่าให้เป็นชุดเบาหวิววาบหวาม ซึ่ง เสื้อยืดคอกลมติดคอ กับ กางเกงวอร์ม ก็เป็นอีกทางเลือกที่ใส่สบายแต่รัดกุม เพื่อที่ว่า หากเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่เราจำเป็นต้องออกจากบ้าน หรือแสดงตัวอย่างกะทันหัน ก็จะสามารถทำได้ทันที และไม่ก่อให้เกิดความคิดวาบหวามต่อผู้พบเห็นโดยไม่จำเป็น

  •   วิธีป้องกันภัยใกล้ตัวผู้หญิงงดโพสต์

ในยุคนี้ ผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถติดตามสอดส่องดูเราได้หลายทางค่ะ ซึ่งโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็เป็นอีกช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นขอซักวันนึง ไม่ต้องโพสต์ว่าวันนี้อยู่คนเดียว เหงาจัง หรือแม้แต่ การโพสต์ให้เห็นบรรยากาศของบ้าน ก็สามารถทำให้เข้าใจว่าอยู่คนเดียวได้ ถ้าอยากโพสต์จริงๆ ก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไปจะดีกว่า

 

 

เปลี่ยนชื่อมงคล

การเปลี่ยนชื่อจะมีส่วนช่วยทำให้ดวงชะตาของเราดีขึ้นได้บ้าง ชื่อ คือ สิ่งที่ใช้เรียกแทนตัวเรา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเรา และทำให้ผู้อื่นจดจำเราได้ ซึ่งชื่อนั้นก็มีหลายรูปแบบตั้งแต่หนึ่งพยางค์ ไปจนถึงสี่ หรือห้าพยางค์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นพ่อและแม่เป็นผู้ตั้งให้ ในบางคนอาจมีเกจิอาจารย์ หรือญาติผู้ใหญ่เป็นผู้ตั้ง ซึ่งจะมีความหมายที่ดี มีความเป็นสิริมงคลต่อเจ้าของชื่อ  หากใครก็ตามที่มีความคิดว่าอยากจะเปลี่ยนชื่อ อยากให้ลองคำนึงถึงเหตุผลดังต่อไปนี้เสียก่อน ว่าเป็นเหตุผลที่เสริมให้เรามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อรึเปล่า ลองไปดูกัน

เหตุผลในการเปลี่ยนชื่อ

ชีวิตและความเป็นอยู่ค่อนข้างแย่ มืดแปดด้าน ไม่สามารถหาทางออกได้ การเปลี่ยนชื่อก็อาจส่งผลให้เกิดเรื่องราวดีๆ หรือมีโชคช่วยได้

มีอาการเจ็บป่วย ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาอย่างยาวนาน หรือเป็นโรคป่วยเรื้อรัง แต่ยังสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ถือว่าการเปลี่ยนชื่อก็มีส่วนช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นให้ลดลงได้

ชื่อเดิมมีกาลี หรือมีความไม่เหมาะสมกับเจ้าของชื่อซึ่งเป็นเจ้าดวงชะตา

อยากใช้ศักยภาพของดวงดาวในดวงชะตาให้เต็มที่เพื่อสร้างโอกาส สร้างโฉลกที่ดี ซึ่งการเปลี่ยนชื่ออาจช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ได้

มีความไม่ชอบในชื่อเดิมของตัวเองเป็นอย่างมากจึงอยากเปลี่ยนชื่อใหม่

หลักการเปลี่ยนชื่อ

เมื่อเรามาดูเหตุผลและความเหมาะสมที่จะเปลี่ยนชื่อแล้ว เราจำเป็นต้องดูส่วนประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพื่อเป็นการเสริมให้การเปลี่ยนชื่อนั้นส่งผลที่ดีต่อเจ้าชะตาได้มากที่สุด ส่วนระยะเวลาที่จะเปลี่ยนชื่อควรเป็นเมื่อไหร่นั้น ต้องพิจารณาจาก ดาวจร, ดาวเสวยอายุ  ร่วมกับพื้นดวงเดิม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ดาวจรดวงใดให้คุณ ดาวดวงใดที่สามารถช่วยให้การเปลี่ยนชื่อเกิดผลในทางที่ดีได้ในขณะนั้น
  • พิจารณาการเปลี่ยนชื่อจาก ดาววัย, ลัคน์วัย, ลัคร์จรปี ร่วมกับ ดาวจร ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นดาวใดให้คุณ ดาวใดให้โทษ และมีระยะเวลายาวนานเท่าไหร่
  • พิจารณาการเปลี่ยนชื่อจาก ดาวเสวยอายุ ที่ตรงตามหลัก ทักษา ว่าในขณะนั้นดาวใดเสวย ดาวใดแทรก ร่วมกับ ทักษาจร
  • พิจารณาการเปลี่ยนชื่อจากลักษณะงานที่เจ้าชะตาทำอยู่ รวมถึงสภาพพื้นที่ทำเลที่พักอาศัยและที่ทำงานซึ่งมีผลต่อเจ้าชะตา
  • พิจารณาการเปลี่ยนชื่อจากเหตุความจำเป็น ระยะเวลาสั้นและยาวของปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าชะตา

อย่างไรก็ตาม อยากให้ลองพิจารณาถึงเหตุผลต่างๆ ที่เราได้กล่าวไปข้างต้นก่อน หากว่าเป็นอย่างที่เราว่าก็ค่อยเปลี่ยนชื่ออาจจะดีกว่า  หากว่าเรายังไม่สามารถพิจารณาการเปลี่ยนชื่อตามเหตุผลข้างต้นที่ให้ไว้ได้ การเปลี่ยนชื่อตามวันเกิดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งการตั้งชื่อในรูปแบบนี้จะตรงตามหลักเกณฑ์การตั้งชื่อตามวันเกิดของไทย เป็นชื่อให้เกิดมงคล ได้มีการจัดแบ่งตัวอักษรออกเป็นหมวดหมู่ของอักษรทักษาที่เป็น บริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ และมนตรี ซึ่งแต่ละมงคลทักษามีความหมาย ดังนี้

  • บริวาร บารมีแผ่ไพศาล มีผู้ใต้บังคับบัญชา สามี ภรรยา มิตร ญาติเป็นผู้ให้การสนับสนุน
  • อายุ ความอุดมสมบูรณ์ สุขภาพดี สดชื่น ร่มเย็นในความเป็นอยู่ ไร้อุปสรรครบกวน
  • เดช วาจา กาย และใจที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจวาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียง มีชะตาชีวิตที่ดี
  • มูละ ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ มีทรัพย์และมรดกที่เกิดใหม่ให้กับชีวิต
  • อุตสาหะ มีความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง การลงทุนสมปราถนาน เป็นเจ้าคนนายคน เรียนเก่ง
  • มนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก เจริญรุ่งเรืองรวดเร็วกว่าคนอื่น
  • กาลกิณี ปัญหาและอุปสรรคที่คอยติดตามอยู่ตลอดเวลา เกิดความอัปมงคลและโชคร้าย

สื่อสังคมออนไลน์นำมาสู่การฆ่าตัวตาย

ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก และมีทั้งด้านบวกและด้านลบ อย่างการเผยแพร่เนื้อหาแสดงออกถึงความรุนแรง เช่น การทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือการถ่ายทอดสดแสดงการฆ่าตัวตาย เป็นต้น ล้วนเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข

ปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์และปัญหาการฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กันหรือไม่นั้น แพทย์ระบุว่าการเผยแพร่ข้อความหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงรวมถึงการฆ่าตัวตาย ส่งผลโดยตรงในเรื่องของการเรียนรู้ในสังคม โดยเฉพาะอิทธิพลที่มีต่อเด็กและวัยรุ่นที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่มีทักษะการแก้ไขปัญหาที่ดีพอ อาจมีการเลียนแบบพฤติกรรมได้ เนื่องจากคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

วัยรุ่นเองก็มีความเครียดที่ค่อนข้างหลากหลาย เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายด้าน ทั้งในด้านสรีระที่เปลี่ยนไป หรือในด้านความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นจากในวัยเด็ก รวมถึงเรื่องเพื่อนที่มีอิทธิพลต่อเด็กวัยนี้ค่อนข้างมาก เริ่มมีความรัก หรือมีความสนใจบางอย่างเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดความเครียดและการแสดงออกทางพฤติกรรมได้ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ก็มีส่วนต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมค่อนข้างมาก

การดูแลเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับเด็กวัยรุ่นคือผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ อาจใช้สื่อสังคมออนไลน์ร่วมกับเด็กแต่ไม่ควรแสดงตัวตนมากนัก เนื่องจากการแสดงตัวมากไปอาจทำให้เด็กถอยหนีซึ่งส่งผลต่อการควบคุมที่ยากขึ้น คอยสังเกตดูว่าเด็กมีความสนใจในด้านไหน กดไลค์เนื้อหาประเภทใด และคอยให้คำแนะนำตามความเหมาะสม รวมถึงผู้ปกครองควรกำหนดเงื่อนไขการใช้งานอินเตอร์เน็ตของเด็ก เพื่อควบคุมปริมาณการใช้งานไม่ให้มากจนเกินไปและส่งผลเสียในที่สุด

ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาณของการเกิดภาวะซึมเศร้าจากเฟสบุ๊ค แต่ยังไม่ใช่ผลวินิจฉัยทางโรคจิตเวช และผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอาจมีอาการป่วยทางจิตเวชอยู่แล้ว ในด้านของปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตนั้นยังมีความสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้าด้วย รวมถึงอาการทางจิตเวชอื่นๆ เช่น วิตกกังวล ก้าวร้าวรุนแรง มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น แต่ยังไม่จัดว่าเป็นโรคเสียทีเดียว เพียงแต่ส่งผลให้มีบุคลิกในอีกรูปแบบหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการเสพติดสื่อออนไลน์

สำหรับการควบคุมปริมาณการฆ่าตัวตายที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ คนในครอบครัวคือบทบาทที่สำคัญที่สุด โดยการสอดส่องดูแลพฤติกรรมของคนในครอบครัว สังเกตว่านิสัยใจคอเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตควรเลือกสื่อที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก เหมาะสมกับการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย และใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และการเลือกเสพให้ดีนั่นเอง

เคล็ดลับถ้าอยากอายุยืน

ใครๆอยากมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะฉะนั้นต้องเลือกดูแลสุขภาพด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่คุณอาจจะกำลังทำอยู่ที่อาจจะทำให้ชีวิตของคุณไม่ยืนยาวดังที่ต้องการ เราได้รวบรวมข้อควรปฏิบัติ และสิ่งที่ควรหยุดทำ และเคล็ดลับอายุยืนยาว  มาฝากกัน

สิ่งที่ควรหยุดทำ หากอยากมีชีวิตที่ยืนยาว

เพื่อชะลอนาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพของคุณ และใช้มันให้นานขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุใหนก็ตาม ในความเป็นจริงมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า มันไม่สายเกินไปที่จะเริ่มนิสัยที่ดีและแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีให้หายไป หากคุณ อยากมีชีวิตที่ยืนยาว ควรหยุดทำสิ่งเหล่านี้

หยุดกินอาหารแปรรูป

ซึ่งมันส่งผลทำให้ร่างกายได้รับโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่กลับได้ใยอาหารที่น้อยลง ผลที่ได้ก็คือ คุณจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และเบาหวาน ดังนั้น การปรับนิสัยการกินจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยคุณต้องพยายามกินอาหารที่สะอาดให้บ่อยขึ้น รวมถึงอาหารที่มีเส้นใยสูง เพราะอาหารที่มีเส้นใยสูงนั้นมีความเชื่อมโยงกับอายุขัยที่มากขึ้น

หยุดสูบบุหรี่

การเลิกบุหรี่นั้นทำได้ยาก แต่การเลิกบุหรี่นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพและร่างกายของคุณเป็นอย่างมาก ทั้งยังทำให้ความดันโลหิตและการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นอีกด้วย มากไปกว่านั้นแล้ว ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งก็จะลดลงทุกปีหลังจากที่คุณสามารถเลิกบุหรี่ได้

หยุดนั่งนิ่งๆเพิ่มการเคลื่อนไหว

หากคุณรู้สึกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลองทำตามคำแนะนำนี้ดู คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งหรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์ เพื่อยืดอายุของคุณก็ได้ การเดินเร็วก็เป็นอีกหนึ่งในการออกกำลังกายที่ดี คุณอาจจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อมีสติในการงาน ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณ นั่นทำให้คุณต้องนั่งยิ่งๆ อยู่กับที่เป็นเวลานาน แต่หากคุณลุกขึ้นมาเดินสัก 15 นาที มันจะสามารถเพิ่มอายุของคุณให้ยาวนานขึ้นได้อีก 3 ปีเลยทีเดียว

หยุดอารมณ์ไม่ดีต่างๆ

ความโกรธที่เกิดขึ้นอาจเป็นอารมณ์ที่ยากจะทำให้มันหายไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณโดนกระทำนั้นคุณไม่ได้เป็นคนผิด มันก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอารมณ์ให้มากขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดอารมณ์แบบนี้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียดก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวมีผลเสียต่อหัวใจ การเผาผลาญ และระดับภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาจำนวนมากพบว่า ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กับความตายที่มากขึ้น

หยุดอยู่กับตัวเองคนเดียว

การเข้าสังคมอาจเป็นตัวสนับสนุนที่อาจทำให้อายุยืนยาวมากขึ้น คนโดยส่วนใหญ่มักจะชอบจัดการกับความเครียดและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองด้วยตัวเอง ความจริงแล้วความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้คุณเข้มแข็ง ในขณะที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีสามารถทำให้คุณอยู่ในกรอบความคิดด้านลบ และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า ทั้งยังอาจทำให้หัวใจวายได้

หยุดการกินมากเกินไป

ปริมาณแคลอรี่มีผลกับการมีอายุยืน จากการศึกษาในสัตว์แนะนำว่า การลดแคลอรี่ปกติ 10-50 เปอร์เซ็นต์ อาจเพิ่มอายุให้อยู่ได้นานขึ้น นอกจากนั้นการศึกษาประชากรมนุษย์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องอายุยืน สังเกตเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคแคลอรี่ต่ำกับอายุที่ยืนยาวมากขึ้น อีกทั้งโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ก็ลดลงอีกด้วย ควรทำอย่างไรหากอยากมีชีวิตที่ยืนยาวแน่นอนว่าใครๆ ก็อยากมีชีวิตยืนยาว แต่ควรจะทำอย่างไรเพื่อจะได้มีชีวิตที่ยืนยาว

จากการศึกษาเดียวกันยังรายงานถึงความเสี่ยงที่ลดลงจากการตายด้วยโรคมะเร็งหรือโรคได้ 29-52 เปอร์เซ็นต์ โดยทั่วไปแล้วผู้ที่กินอาหารที่มีประโยชน์มักใส่ใจสุขภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณมากมีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและการมีอายุที่ยืนยาว

 

วิธีเลือกรองเท้า

แน่นอนรองเท้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เราเองใส่รองเท้าอยุ่ตลอดเวลา บางทีก็ซื้อรองเท้ามาไม่เหมาะสมกับตัวเอง วันนี้เราจะพาไปดูวิธีการเลือกรองเท้าให้เหมาะสม ไปกันเลย

ขนาดของรองเท้าแต่ละยี่ห้อมีขนาดไม่เท่ากัน ควรเลือกรองเท้าให้ตรงกับรูปร่างของเท้า วัดขนาดของเท้าบ่อยๆเนื่องจากขนาดของเท้ามีการเปลี่ยนแปลงได้ เท้าสองข้างอาจมีขนาดไม่เท่ากัน เลือกขนาดรองเท้าตามข้างที่ใหญ่กว่า ยืนและเดินเวลาเลือกซื้อรองเท้า ส้นเท้าควรพอดีกับรองเท้าในขณะที่พื้นที่ส่วนปลายของรองเท้าควรมีที่เหลือ 1 เซ็นติเมตรเลือกความกว้างของรองเท้าให้เหมาะสมกับเท้าไม่ควรเลือกรองเท้าที่แน่นเกินไปโดยหวังว่าหนังรองเท้าจะขยายหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูงเนื่องจากไม่เหมาะสมที่ต้องใส่เป็นเวลานานๆ เลือกใช้แผ่นเสริมรองเท้าได้ตามความเหมาะสม

 การเลือกรองเท้ากีฬา (Sport shoes)

  • เลือกรองเท้าตอนเย็นหรือหลังจากเล่นกีฬา
  • รองเท้าคู่เก่าสามารถบอกถึงการสึก เท้าที่ผิดรูปจะมีการสึกที่ผิดปกติ
  • เท้าสองข้างอาจมีขนาดไม่เท่ากัน ลือกขนาดรองเท้าตามข้างที่ใหญ่กว่า
  • ส้นเท้าควรพอดีกับรองเท้าในขณะที่พื้นที่ส่วนปลายของรองเท้าควรมีที่เหลือ 1.5 เซ็นติเมตร
  • ปลายนิ้วควรขยับได้บ่งบอกว่ารองเท้าไม่แน่นเกินไป
  • ยืนและวิ่งเวลาเลือกซื้อรองเท้า
  • เลือกความกว้างของรองเท้าให้เหมาะสมกับเท้า
  • รองเท้าที่หลวมไป แน่นไปมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • แผ่นรองรองเท้าควรใช้ให้เหมาะกับรูปเท้าของแต่ละบุคคล
  • ปรึกษาแพทย์ถ้ามีปัญหาเท้าแบนหรือเท้าผิดรูป ก่อนเลือกรองเท้า

การเลือกรองเท้าที่มีความยืดหยุ่นสูง

เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุน้อย มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้า ข้อเท้า ผู้ที่ไม่มีเท้าผิดรูป

การเลือกรองเท้าที่มีความยืดหยุ่นต่ำ

เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุมากขึ้นกล้ามเนื้อเท้า ข้อเท้าไม่ความแข็งแรง

ผู้ที่มีเท้าแบนใช้ร่วมกับแผ่นหนุนรองเท้า

รองเท้าที่เหมาะกับการยืนนานๆ long standing shoes

  • พื้นรองเท้าควรโค้งเพื่อให้เดินง่าย
  • ส้นรองเท้าไม่ควรสูงกว่าฝ่าเท้ามากเกินไป
  • หนังรองเท้าควรที่จะมีความยืดหยุ่น ใส่สบาย
  • น้ำหนักเบา
  • ปลายนิ้วควรขยับได้บ่งบอกว่ารองเท้าไม่แน่นเกินไป
  • มีส่วนหนุนส่วนโค้งเพื่อความสบาย ไม่เมื่อย
  • ถุงเท้าควรระบายความชื้นได้ดี
  • พื้นรองเท้าไม่ควรมีความยืดหยุ่น
  • พื้นรองเท้าควรนุ่มเป็นพิเศษ
  • เลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับงาน

นี่ก็เป็นทริคเล็กๆในการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับตนเองใส่แล้วสบายไม่ปวดเท้าทำให้เรามีสุขภาพเท้าที่ดีนั่นเอง

ปลดล็อคดาวน์ แล้วอยากทำอะไร

แน่นอนตอนนี้ประเทศไทยมีมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ ลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้คนไทยต้อง กักตัวอยู่บ้านโดยรัฐบาลเริ่มผ่อนคลาย
ปลดล็อคดาวน์ เราอยากจะทำอะไร

จากสำรวจสถิติทั่วประเทศพบว่า อันดับกิจกรรมคนไทยต้องการใช้บริการมากที่สุด หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและประเทศเข้าสู่ภาวะปกติดังนี้

ไปร้านตัดผม

พบว่าประชากรส่วนใหญ่อยากออกไปตัดผมที่มันชั่งรุงรังซะเหลือเกินครั้นจะตัดเองก็กลัวจะแหว่งไม่เข้าท่า นี่ก็เป็นสถิติที่เยอะมากเหมือนกันสูงถึง21 เปอร์เซนต์แหนะ

เที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

ไปเที่ยว ก็เล่นติดแงกอยู่กับบ้านมานานหลายเดือนผู้คนก็ย่อมอยากออกไปหาอะไรทำพบปะเพื่อนฝูง ได้ไปเที่ยวไปกิน ตามสายนักเดินทางเป็นปกติอยู่แล้วก็ไม่กันบางคนก็อาจจะว่างแพลนไว้แล้วไม่ได้ไปคราวนี้แหละ เตรียมตัวออกไปกันได้เลยจ้า

รับประทานอาหารนอกบ้านหรือที่ร้าน

เบื่อกับข้าวบ้านแล้วละสิ หรือไม่ว่าจะเป็นอาหารเดริเวอรี่ต่างๆ ผุ้คนอยากออกไปลิ้มรสอาหารที่เคยกิน และต้องอดกินเนื่องจากสถาณการร์ไม่ดีแบบนี้ พอปลดคลายแล้ว เหล่านักชิมทั้งหลายเตรียมไปเพิ่มความอ้วนกันกันเลย

เดินเล่นหรือช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า

ขวัญใจสายชอปก็เตรียมออกไปจับจ่ายใช้สอย อยากออกไปใช้ตังค์กันอย่างเต็มที่แน่นอน เตรียมเงินให้พร้อมแล้วออกไปเดินสายชอปกันเลย

กลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยและทำงานที่ออฟฟิศ

แน่นอนหลายคนคงจะได้wfhกันมาได้ระยะนึงแล้ว การทำงานที่อาจจะยุ่งยากไม่สะดวกในการติดต่องานอะไรก็ตามแต่ ก็อาจจะต้องเขข้าสู้ภาวะปกติของการทำงาน พร้อมกับน้องๆหนูๆที่คิดถึงเพื่อน คิดถึงโรงเรียนแล้วละก็ ต้องตื่นเต้นอย่างแน่นอน

ออกกำลังกายที่ฟิตเนส สวนสาธารณะ สนามกีฬา

พลาดไม่ได้กับสายสุขภาพ คงจะใฝ่ฝันหาหรือบางคนอาจะเผลอกินไปเยอะแล้วช่วงกักตัวแบบนี้คงอยากจะไปยืดเส้นยืดสายกันเลยละสิ

เที่ยวสถานบันเทิง (ผับ บาร์) ยามค่ำคืน

แน่นอน ไม่ว่าวัยรุ่นวัยไหนคงอยากจะไปโยกย้ายส่ายสะโพก ดื่มกันแน่นอน คิดถึงสังคมขของการดื่มก็จัดไปกันเลย แต่อย่าดื่มเยอะจนเกินพอดีนะ ดูแลสุขภาพกันด้วยละ

เป็นยังบ้างมีใครอยากออกไปทำหลายๆอย่างที่กล่าวมาใช่ไหมละ แต่ที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าจะออกไปทำอะไร อย่าลืมดูแลตัวเองหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัย เว้นระยะห่าง กันด้วยนะทุกคน ด้วยความเป็นห่วงนะจ๊ะ

 

ความหวานชื่นใจที่เป็นภัยต่อสุขภาพ

เชื่อว่าหลายๆคนคงชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลม บางคนอาจจะดื่นแทนน้ำเปล่าเลยก็ว่าได้ วันนี้เรามาดูโทษของการดื่มน้ำอัดลม ความหวานชื่นใจที่เป็นภัยต่อสุขภาพกันบ้างดีกว่า เผื่อใครที่ดื่มอยุ่เป็นประจำจะได้ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินได้บ้าง

การดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำย่อมนำมาซึ่งโทษร้ายแรงต่อสุขภาพ ที่เห็นชัดเจนนั้นก็คือ โรคอ้วน ซึ่งจะทำให้หุ่นมีรูปร่างอ้วน ผิวพรรณก็เหี่ยวแห้งโทรมง่าย เพราะน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูงซึ่งความหวานที่เข้าสู่ในร่างกายปริมาณมากเกินไป มีผลทำให้เราแก่เร็วก่อนวัยอันควรนั่นเองและยังพ่วงมาพร้อมโรคต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย ใครที่ดื่มนานๆ ทีอาจจะไม่เป็นอะไรนัก แต่หากใครดื่มจนติดไปแล้วล่ะก็ หากไม่รีบลด ละเลิกล่ะก็ระวังไว้เลย อันตรายจากการดื่มน้ำอัดลมอาจจะมาเยือนอย่างแน่นอน

โทษของการดื่มน้ำอัดลมที่ต้องรู้ !

ร่างกายขาดสารอาหาร

การที่เราดื่มน้ำอัดลมเข้าไปทำให้เรารู้สึกสดชืนชั่วขณะก็จริงเแต่น้ำอัดลมจะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอยากทานอาหารหรือทานได้น้อยลง เนื่องจากน้ำอัดลมมีแก๊ซภายในปริมาณมากจึงทำให้เรารู้สึกอิ่ม จุกเสียดแน่นท้อง หากเด็กคนไหนติดน้ำอัดลมหนักก็จะทำให้ไม่อยากกินข้าวจนร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหารตามมาได้นั่นเอง

กระดูกและฟันผุกร่อน

เนื่องจากเพราะความหวานที่มีอยู่ในน้ำอัดลมมีปริมาณสูงซึ่งเป็นตัวการที่ให้ฟันเราผุได้ เนื่องจากกรดคาร์บอนิกที่มีในน้ำอัดลมจะเข้าไปทำลายสารเคลือบฟัน และนอกจากสภาพฟันจะสึกกร่อนลงได้แล้ว ยังทำให้กระดูกของเราผุกร่อนตามอีกด้วย ในสตรีวัยทองจึงง่ายต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนนั่นเอง

เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายอย่าง

ความหวานนี่แหละเป็นตัวดีในการที่เราดื่มน้ำอัดลมนานๆ ครั้งอาจจะไม่เป็นอะไรมากนัก แต่หากติดดื่มเป็นประจำมากเกินไปก็ย่อมส่งผลให้เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานตามมาได้ ทั้งยังทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุได้ง่ายอีกด้วย

ทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ดี

การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป ก๊าซที่มีในน้ำอัดลมจะเข้าไปทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นและจุกเสียดท้องตามมา ส่งผลให้มีอาการปวดท้องและสำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะยิ่งไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้อาการของโรคเป็นหนักขึ้น เรียกได้ว่าปวดท้องจนต้องพบหมอกันเลยทีเดียว

น้ำอัดลมทำให้นอนไม่หลับ

ในน้ำอัดลมนั้นมีคาเฟอีน คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้เรานอนไม่หลับจริงมั้ยละนี่ก็เช่นกัน หากเราดื่มน้ำอัดลมซึ่งมันมีปริมาณคาเฟอีนสูงมากไม่น้อยเช่นกัน หากดื่มในเวลาใกล้จะนอนหรือตอนกลางคืน คาเฟอีนจากน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่นได้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้เรานอนหลับยากไปด้วยนั่นเอง

ทีนี้รู้จักโทษจากการดื่มน้ำอัดลมมีมากมายถึงเพียงนี้แล้ว จากนี้ห้ามละเลยกันเด็ดขาดนะคะสำหรับพฤติกรรมของเราที่เผลอทีไรมักจะคว้าแต่น้ำอัดลมมาดื่มดับกระหายคลายร้อน หันมาดื่มน้ำเปล่า น้ำผักผลไม้หรือน้ำสมุนไพรกันบ้างจะดีที่สุด กินแต่พอดีอะไรที่มากเกินไปสำหรับร่างกายก็ไม่ดีทั้งนั้น หันมาใส่ใจสุขภาพเลิกตามใจปากกัน เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

 

โรคอ้วน

           ความอ้วนเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อโรคอย่างมาก และเป็นปัญหาที่หลายคนกำลังประสบอยู่ บางคนอาจจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคอ้วนแต่บางคนกลับยังไม่รู้ตัวแถมยังคงทำพฤติกรรมเสี่ยงที่เหมือนการนับถอยหลังเวลาชีวิตของตัวเองเพราะโรคนี้สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง อาจนำไปถึงชีวิตได้ 

โรคอ้วนคืออะไร

           โรคอ้วน บางคนอาจจะคิดว่าโรคนี้คือโรคของคนที่มีรูปร่างใหญ่ ลงพุง แต่โรคอ้วนเป็นชื่อเรียกสภาวะทางร่างกายที่มีการสะสมไขมันในปริมาณมาก เพราะร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ต้องการในแต่ละวันและไม่สามารถเผาผลาญออกไปจนหมดได้จึงมีการสะสมพลังงานส่วนเกินไว้ในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้โรคภัยเข้าใกล้ตัวได้ง่าย

ภาวะโรคอ้วน

           โรคนี้สามารถสังเกตตัวเองได้ง่ายๆ คือ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อวัยวะต่างๆ ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง เช่น แขนและขาใหญ่ขึ้น พุงใหญ่ขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีวัดดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งคำนวณได้จากสูตรน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสองของเราเอง 

ผลกระทบจากการเป็นโรคอ้วน

           ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเหนื่อยหอบ หรือเหงื่อออกได้ง่ายหากทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างยากลำบาก เพราะเคลื่อนไหวร่างกายได้ยากกว่าคนปกติ มีอาการนอนกรน และหายใจติดขัดจนอาจจะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ชนิดของโรคอ้วน

           อ้วนลงพุง ผู้ป่วยชนิดนี้จะมีการสะสมไขมันที่บริเวณช่องท้องและอวัยวะภายในเป็นส่วนใหญ่ เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งไขมันในบริเวณนี้จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไขมันในเลือดสูง

           อ้วนทั้งตัว ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีไขมันสะสมอยู่ในร่างกายโดยไม่ได้เจาะจงว่าอยู่ในตำแหน่งใด เพราะไขมันกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

พฤติกรรมการกิน รับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลมากจนเกินไป เช่น ขนมหวาน อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม เป็นต้น

กรรมพันธุ์ หากพ่อและแม่เป็นโรคอ้วน ลูกมีสิทธิ์ที่จะเป็นด้วยมากถึง 80 เปอร์เซ็น แต่ถ้าพ่อ หรือแม่เป็นโรคอ้วน ลูกมีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคอ้วนด้วย 40 เปอร์เซ็น

ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายคือการเผาผลาญไขมันออกจากร่างกาย หากเราไม่ออกกำลังกายไขมันส่วนเกินจะไม่ถูกกำจัดออกไป และจะยังคงสะสมอยู่ในร่างกายของเราไม่หายไปไหน

อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอ้วน เพราะใช้พลังงานน้อยลง

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วนด้วยความที่โรคนี้ส่งผลต่อภาพรวมของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้มีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ได้แก่

โรคข้อเสื่อม เนื่องจากคนที่เป็นโรคอ้วนมักมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนทั่วไป จึงส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวแน่นอนว่ารวมถึงข้อเข่าที่ต้องรับน้ำหนักตัวในการเดินแต่ละก้าวด้วย ดังนั้นโรคนี้จึงเป็นเหมือนตัวเร่งความเสี่ยงให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมนั่นเอง

โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นของคู่กันกับโรคอ้วนเลยก็ว่าได้เนื่องจากเมื่อเราอ้วนแน่นอนว่าในเลือดของเราจะมีไขมันและคอเลสเตอรอลมากขึ้น เป็นผลให้เส้นเลือดในร่างกายมีขนาดที่หนาขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนเกิดการอุดตันในที่สุด และหากปล่อยไว้สามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้เช่นกัน

โรคเบาหวาน อย่างที่เราทราบกันดีว่าคนที่เป็นโรคลงพุงแบบนี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เนื่องจากตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้ไม่ดีเหมือนคนทั่วไปจนมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพราะร่างกายต้องใช้อินซูลินเพื่อย่อยน้ำตาลนั่นเอง

ไขมันพอกตับ เกิดจากการที่ตับมีปริมาณไขมันมากเกินไป เนื่องจากพฤติกรรมการทานอาหารที่มีไขมันนั่นเอง เมื่อตับมีปริมาณไขมันสะสมมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการไขมันพอกตับได้ในที่สุด

กรดไหลย้อน เกิดจากผลกระทบของโรคอ้วนส่งผลให้ความดันในร่างกายมากขึ้นในบริเวณช่องท้อง รวมไปถึงกระเพราะอาหาร เป็นผลให้อาหารรวมถึงกรดในกระเพราะอาหารถูกดันกลับไปที่หลอดอาหารจนกลายเป็นกรดไหลย้อนในที่สุด

หยุดหายใจขณะหลับ การเกิดภาวะนี้เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวมากขึ้น เป็นผลให้ลำคอมีไขมันมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดการอุดกลั้นทางเดินหายใจได้ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้

การรักษาโรคอ้วน

           สำหรับการรักษาในเบื้องต้นผู้ป่วยต้องควบคุมอาหารและดูแลสุขภาพมากขึ้น เช่น ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้น้ำหนักลดลงและมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น แต่ในบางกรณีแพทย์อาจให้ทานยาที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่กรณีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์และต้องทำตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ในบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดก่อนการเข้ารับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ต่อไป

การป้องกันโรคอ้วน

           การป้องกันโรคนี้นั้นทำได้ไม่ยากแต่ต้องพึ่งความตั้งใจและการไม่ปล่อยปะละเลยนั่นคือ เราต้องควบคุมและปรับพฤติกรรมการทานอาหารให้ดีขึ้นพยายามไม่ทานอาหารจำพวกของทอดติดมันมากเกินไป รวมถึงการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังควรชั่งน้ำหนักเป็นประจำเพื่อให้รู้แนวทางในการปฏิบัติตนให้มีน้ำหนักตรงตามมาตรฐานต่อไป

โรคอ้วนจึงเป็นโรคที่เกิดจากความกินตามใจปากของเราเสียมากกว่า แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารบวกกับการออกกำลังกายเราจะห่างไกลโรคต่างๆ ได้หลายโรครวมถึงโรคอ้วนด้วยอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยนะ