ภาวะเบาหวานลงไต

นอกจากโรคเบาหวานจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายได้อีกด้วย โดย สภากาชาดไทย ระบุว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวาน มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบาหวานลงไต 

อาการเมื่อเกิดเบาหวานลงไต

เบาหวานลงไต ในช่วงแรกจะไม่มีความผิดปกติปรากฏ นอกจากไตทำงานหนัก อาจจะมีโปรตีนรั่วหรือไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ การทำงานของไตลดลง ทำให้มีของเสียคั่ง น้ำคั่ง ทำให้เกิดตัวบวม แขนขาบวม อาจถึงขั้นล้างไตหรือเปลี่ยนไต

กลุ่มเสี่ยงเบาหวานลงไต

กลุ่มผู้ป่วยที่พบได้บ่อย ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี

  1. มีภาวะความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง
  2. อ้วน
  3. สูบบุหรี่
  4. มีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
  5. มีญาติใกล้ชิดในครอบครัวป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง

ความเสี่ยงเมื่อเบาหวานลงไต

  • เมื่อเบาหวานลงไตจะเพิ่มความเสียงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่เป็นเบาหวานแต่ไม่ลงไต
  • มีโอกาสทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายหรือระยะที่ต้องทำการฟอกไตเพื่อช่วยยืดอายุ
  • ผู้ที่เป็นเบาหวานลงไตจะมีโอกาสติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ส่งผลให้ไตทรุดตัวได้เร็วและหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องรู้จักคำว่าน้ำตาลสะสมและเป้าหมายในการรักษาตนเองน้ำตาลสะสม ควรมีระดับที่เท่าไหร่ ซึ่งเป้าหมายแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาหารและการควบคุมอาหารเป็นหลักการสำคัญในการดูแลตนเอง ซึ่งจะต้องรับประทานอาหารที่เหมาะสม จำกัดอาหารจำพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล เน้นทานผัก ผลไม้ แต่ผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน สับปะรด มะม่วง ก็ไม่ควรที่จะรับประทานมาก นอกจากนี้การออกกำลังกายก็จะทำให้ควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นและสิ่งที่มักมาคู่กับโรคเบาหวาน คือ ความดันโลหิตและระดับไขมันก็ควรควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

 

เคล็ดลับแก้ปัญหาผมแห้งในหน้าหนาว

ผมแห้งหลุดร่วงถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆคน และทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เกิดจากการดูแลเส้นผมที่ไม่ถูกต้อง การใช้ความร้อนผลิตภัฑณ์จัดแต่งทรงผม และอากาศที่มีความชื้นต่ำในฤดูหนาวก็มีส่วนทำให้ผมและหนังศีรษะแห้ง แต่อย่าได้กังวลไป เพราะผมที่แห้งเสียก็สามารถฟื้นฟูให้กลับมามีน้ำหนักสุขาภาพผมดีได้อีกครั้ง

1.หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อน

ความร้อนที่เกิดจากทั้งเครื่องเป่าผม ที่หนีบผมล้วนแล้วแต่เป็นตัวกระตุ้นให้เส้นผมขาดความชุ่มชื้น ดังนั้น ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผมโดยตรง เปลี่ยนไปใช้พัดลมหรือไดร์เย็นในการเป่าผมให้แห้งแทน หรือหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผมจากความร้อนมาใช้ก่อนจัดการทรงผม ก็จะช่วยเพิ่มเกราะป้องกันความร้อนก่อนใช้เครื่องเป่าหรือที่หนีบผมได้แล้ว

2.เลือกใช้แชมพูและครีมนวดที่เหมาะสม

สำหรับเทคนิคการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมให้เหมาะสมกับผู้ที่มีสภาพผมแห้งเสีย คือ ควรพิจารณาเลือกซื้อแชมพูและครีมนวดที่มีส่วนประกอบหลักของโปรตีน อย่างเช่น เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดถั่วเขียว เพื่อให้โปรตีนเข้าไปบำรุงและซ่อมแซมเส้นผมให้กลับมาแข็งแรงเงางาม

3.ใช้ทรีทเม้นท์อาทิตย์ละครั้ง

อีกวิธีที่สามารถช่วยฟื้นฟูเส้นผมที่แห้งเสียให้กลับมาสุขภาพดีได้ก็คือ การทำทรีทเม้นท์ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างรวบรวมเอาโปรตีนและวิตามินบำรุงผมไว้อย่างเข้มข้น ทำให้หลังจากใช้จะรู้สึกว่าผมนุ่มลื่นและเงางามมากขึ้น

4.ใช้หวีและแปรงผมอย่างถูกวิธี

สำหรับหนุ่มๆ ผมยาวที่มักหวีผมด้วยความรุนแรงบอกไว้เลยว่า นั่นคืออีกสาเหตุของการแห้งแตกของเส้นผม เพราะแรงเสียดสีของแปรงทำให้เซลล์เส้นผมเสียหายและหลุดลอกออกมา วิธีการแปลงผมอย่างถูกต้อง ให้เริ่มจากการหวีส่วนโคนผมก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ลงมาส่วนปลายอย่างเบามือ อย่ากระชากหรือดึงลงมาแรงๆ อีกทั้งการแปรงผมจากส่วนบนลงล่างจะช่วยทำให้น้ำมันบำรุงจากหนังศีรษะกระจายลงมาทั่วถึงปลายผมได้อีกด้วย

5.เว้นระยะการทำเคมีกับเส้นผม

การเปลี่ยนสีผมรวมไปถึงการเปลี่ยนทรงผมทั้งการยืด การดัด ต่างก็เป็นวิธีที่ใช้สารเคมีกับเส้นผมทั้งสิ้น และด้วยสารเคมีที่ใช้กับเส้นผมเหล่านี้ย่อมจะเข้าไปทำลายโปรตีนในเส้นผมทำให้ผมแห้งเสีย และไร้น้ำหนักมากขึ้น ดังนั้น จึงควรมีระยะห่างให้เหมาะสมประมาณ 3 เดือน เพื่อไม่ให้เส้นผมสูญเสียเคราตินมากเกินไป อีกทั้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่แรงมากเกินไปด้วยจะดีที่สุด

ผมแห้งเสียในหน้าหนาวอาจจะทำให้กลับมาเป็นปกติได้ยาก แต่หากคุณหมั่นบำรุงเส้นผมเป็นประจำ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ก็รับรองได้เลยว่าผมจะเงางาม และนุ่มลื่นได้เหมือนเดิมแน่นอน

 

โรคเหนื่อยง่าย  เกิดจากอะไรได้บ้าง

ถ้ารู้สึกตัวเองเหนื่อยง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ อาการอย่างนี้ควรกังวลใจแค่ไหนนะ เข้าใจว่าความเหนื่อยใครๆ ก็มีได้ แต่ถ้ายังไม่ทันได้ทำอะไรก็เหนื่อยง่ายอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจแล้วหรือเปล่า ใครมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ทำอะไรก็เหนื่อยหอบ หายใจแทบไม่ทัน ทั้งที่อายุไม่เท่าไร ลองมาดูหน่อยว่าอาการที่เราเหนื่อยง่ายเกิดจากอะไรได้บ้าง

พักผ่อนไม่เพียงพอ

โดยเฉพาะคนที่อดหลับอดนอนติดต่อกันหลายวัน ความอ่อนเพลียจากการที่ไม่ได้พักผ่อนจะทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ตกอยู่ในโหมดไม่มีชีวิตชีวา ไม่อยากขยับตัวไปไหน ยิ่งเวลาบ่าย ๆ จะรู้สึกง่วงงุนหนักมาก อยากแต่จะนอนอย่างเดียวเลย

นอนกรน

คนที่นอนกรนหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มักจะนอนหลับไม่สนิท ส่งผลให้รู้สึกเพลียและเหนื่อยง่าย มีอาการง่วงนอนบ่อยในช่วงกลางวัน

ติดกาแฟ

หากดื่มกาแฟเกินวันละ 4 แก้ว และดื่มกาแฟช่วงหลังบ่ายสองอยู่ประจำ อาจทำให้นอนหลับได้ไม่ดี จนร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ตื่นมาก็ไม่สดชื่นและรู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยง่ายกว่าปกติ

ติดหวานมากเกินไป

แม้การดื่มน้ำหวานหรือการกินของหวานจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้ชั่วขณะ แต่หากกินหวานจนเสพติดรสชาติหวานมากเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนร่างกายปรับสมดุลไม่ทัน น้ำตาลจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเลปติน หรือฮอร์โมนอิ่ม ส่งผลต่อการเรียนรู้และจดจำของสมองในส่วนฮิปโปแคมปัสให้มีการตอบสนองได้ช้ากว่าปกติ เป็นเหตุให้สมองจดจำอะไรได้ไม่ดี ร่างกายเฉื่อยชาและอ่อนเพลียอีกด้วย

เพิ่งฟื้นตัวจากไข้

หลังจากหายป่วย ร่างกายจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติดี จนอาจรู้สึกเพลีย ๆ และเหนื่อยง่ายกว่าปกติอยู่บ้าง ต้องรอให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่ถึงจะมีเรี่ยวแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ความเครียด วิตกกังวล

เวลาทำงานเครียด ๆ หรือกำลังรู้สึกกังวลกับอะไรบางอย่าง เคยสังเกตไหมคะว่าเราจะรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ หายใจไม่ค่อยเต็มอิ่ม และเพลียไปทั้งร่างกาย นั่นก็เป็นเพราะความเครียด ความรู้สึกกดดัน อารมณ์เหล่านี้มีผลต่อร่างกายเราได้โดยตรง ดังนั้นเมื่อเครียดจากการเรียน การทำงาน หรือปัญหาชีวิต เราจึงมักจะรู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไร และบางคนก็มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยเนื้อตัวร่วมด้วย

ออกกำลังกายน้อยมาก

โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ไม่ค่อยลุกไปไหน ยิ่งไม่ออกกำลังกาย ไม่ขยับไปไหน ยิ่งเหนื่อย เพราะการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดเป็นไปด้วยดี ร่างกายก็จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่หากขาดการออกกำลังกาย ร่างกายก็จะไม่แข็งแรง มีอาการเหนื่อยง่าย หรือที่เรียกกันว่าร่างกายไม่ฟิตปั๋งนั่นเอง

ลดน้ำหนักไม่ถูกวิธี

ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหารลดน้ำหนัก กินน้อยเกินไป การลดน้ำหนักแบบ IF หรือคีโตที่ไม่ถูกวิธี ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายได้ทั้งนั้น อย่างอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรงจากการที่ร่างกายขาดสารอาหารก็ด้วยเช่นกัน

ตั้งครรภ์

ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และมีอาการประจำเดือนขาด เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น

การรับประทานยาบางชนิด

เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้คลื่นไส้-อาเจียน ยาต้านเศร้า หรือยาระงับอาการปวดบางชนิด อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายได้

อาการเหนื่อยง่ายที่เกิดจากโรค หรือภาวะผิดปกติบางอย่าง

โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง

จัดเป็นโรคในกลุ่มอาการอิดโรยเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติจากระบบกลไกของร่างกาย ทำให้มีอาการเหนื่อยล้า อ่อนแรง ไม่มีสมาธิ ปวดตามข้อ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดศีรษะ และมีอาการนอนหลับไม่สนิทติดต่อกันหลายคืน

ต่อมหมวกไตล้า

ต่อมหมวกไตล้าเป็นภาวะที่เกิดจากความเครียด โดยภาวะนี้จะทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เหมือนไม่ค่อยมีแรงจะทำอะไร ไม่ค่อยมีสมาธิ รู้สึกเนือย ๆ มึน ๆ อยากกินแต่ของหวาน ของเค็ม ตื่นมาก็ไม่สดชื่น ใครมีอาการอยู่ลองมารู้จักภาวะนี้กัน

โรคลมหลับ

เป็นโรคที่เกี่ยวกับการนอนหลับโดยตรง ผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนทั้งวัน สามารถหลับได้ทุกที่ แม้จะอยู่ในท่านั่ง ยืน หรือกำลังทำงานอะไรอยู่ ก็อาจมีอาการผล็อยหลับแบบเฉียบพลัน ทั้งยังจะมีอาการไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกาย อยากแต่จะนั่ง ๆ นอน ๆ ตลอดทั้งวัน ซึ่งโรคนี้พบได้บ่อยในวัย 15-25 ปี และวัยทำงานช่วงอายุ 35-45 ปี

โรคซึมเศร้า

ความอ่อนเพลียกับโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังก็มีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าสูง ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็จะมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย เนื่องจากอาการนอนไม่หลับ ภาวะเบื่ออาหารจนทำให้ขาดสารอาหาร ความเครียด ภาวะขาดแรงบันดาลใจ รวมไปถึงผลของยาต้านเศร้าด้วย

โรคหัวใจ

อาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว ร่วมกับอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก ขาบวม วูบบ่อย แม้จะไม่ได้ออกแรง หรือเพียงออกแรงเล็กน้อยก็ตาม อาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจได้ ดังนั้นหากพบสัญญาณนี้ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ

โรคปอด

เมื่อใดที่ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ การหายใจรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายก็จะสะดุดไปด้วย ส่งผลให้หายใจเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม และมีอาการอ่อนเพลีย ดังนั้นควรรีบไปรักษาโรคปอดให้หายโดยเร็วที่สุด

โรคไทรอยด์

ภาวะต่อมไทรอยด์ผิดปกติทั้งไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroid)  หรือภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroid) จะทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซึ่งโรคนี้สังเกตอาการไม่ยากนะคะ หากเป็นไทรอยด์เกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ จะกินเท่าไรก็ไม่อ้วน ส่วนไทรอยด์ขาดจะอ้วนง่าย ดังนั้นถ้าสงสัยว่าจะป่วยแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ได้เลย

โรคโลหิตจาง

เป็นอีกหนึ่งโรคที่เมื่อป่วยแล้วจะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะตอนที่ออกแรง ร่วมกับมีอาการตัวซีด ปากซีด ตัวเหลืองจนสังเกตเห็นได้ชัด เบื่ออาหาร หน้ามืด วิงเวียนบ่อย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น สาเหตุเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก สารอาหารสำคัญต่อการผลิตเม็ดเลือดแดงที่คอยส่งออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

เคล็ดลับในการดูแลตัวเองของสาวๆ

       วันนี้เราได้เคล็ดลับในการดูแลตัวเองของสาวๆมาฝากทุกคน ซึ่งเป็นวิธีดูแลตัวเองทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ควบคู่กันไป งานนี้บอกได้คำเดียวเลยว่าคนรักตัวเองห้ามพลาดเด็ดขาด มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 ออกกำลังกาย

       ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที แต่หากไม่มีเวลา อย่างน้อยก็ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเลือกรูปแบบการออกกำลังกายในแบบที่คุณชอบหรือถนัด

กินอาหารที่มีประโยชน์

       การกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยเพิ่มพลังงานและเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแรง แต่หากไม่มีเวลาวางแผนหรือจัดเมนูอาหารให้ตัวเองจริง ๆ อย่างน้อยก็ควรกินผัก-ผลไม้ให้มากๆ ดื่มน้ำให้เยอะๆ และควรเลือกดื่มนมไขมันต่ำ หรือเน้นกินอาหารที่มีโปรตีนแต่มีไขมัน

ดูแลตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า

       ไม่เพียงแต่จะดูแลสุขภาพภายในให้แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว เรื่องของสุขภาพภายนอกก็เป็นสิ่งที่ควรดูแล เช่น ผิวพรรณ เส้นผม เล็บมือ เล็บเท้า เราควรหมั่นดูแลให้มีสุขภาพดี เปล่งปลั่งสดใส โดยหาผลิตภัณฑ์มาบำรุงอยู่เป็นประจำ รวมไปถึงการดูแลรักษาความสะอาด และตกแต่งเสริมสวยให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น

พักผ่อนให้เพียงพอ

       การพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากเกินไป ทางที่ดีควรนอนหลับให้ได้วันละ 7-9 ชั่วโมง แต่หากไม่สามารถหลับตรงตามเวลาได้ แนะนำว่าควรจัดห้องนอนให้พร้อมแก่การพักผ่อน โดยทำให้เป็นที่ที่สงบ นอนสบาย รู้สึกผ่อนคลาย

หมั่นตรวจสุขภาพร่างกายของตัวเอง

       เพราะสุขภาพร่างกายของตัวเองนั้นสำคัญเสมอ เราจึงต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพ พร้อมกับหมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ จะได้ทราบว่าร่างกายของเราแข็งแรงดี หรือมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง จะได้หาทางรักษาและดูแลต่อไป

          เมื่อได้ทราบเทคนิคเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กับตัวเองดูสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกาย สบายใจ

โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ คืออะไร

       โรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะวัยทำงาน เนื่องจากมือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสสารระคายเคืองได้บ่อย เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู หรือแม้แต่น้ำเปล่า ซึ่งจะทำให้หน้าที่การทำงานของเกราะป้องกันผิวลดลง ทำให้เกิดเป็นผื่น

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสารเคมีหรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองทำให้ผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง หรือหากผิวหนังสัมผัสสารเคมี เช่น น้ำหอม ยาง หรือหนัง ทำให้เกิดการแพ้ จะเป็นลักษณะของผื่นแพ้สัมผัส บางรายอาจเป็นทั้งจากการระคายเคืองและการแพ้ร่วมกัน ทั้งนี้ระยะเวลาของการเกิดโรคอาจเป็นไม่นาน แต่ในบางรายอาจเป็นรุนแรงและนานหลายปี ทำให้มีผลต่อการทำงานและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

  • กลุ่มเสี่ยงโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ ได้แก่
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ในวัยเด็ก ผู้ที่ทำงานโดยที่มือต้องสัมผัสน้ำบ่อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน เช่น แม่บ้าน คนเลี้ยงเด็ก คนทำอาหาร ช่างเสริมสวย ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ศัลยแพทย์  ทันตแพทย์ พยาบาล คนงานก่อสร้าง  เป็นต้น

อาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

ผู้ที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือจะมีอาการดังนี้

  • ผื่นแดง คัน แห้ง ขุย
  • บางครั้งมีร่องแตก เจ็บ หรือมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ฝ่ามือ หรือด้านข้างนิ้วมือ
  • บางรายอาจมีผื่นเฉพาะที่ เช่น บริเวณง่ามมือ กลางฝ่ามือ ปลายนิ้วมือ
  • หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะทำให้มี ตุ่มหนอง ผื่นบวมแดงเจ็บ มีน้ำเหลือง

การรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

การรักษาส่วนใหญ่เป็นการควบคุมอาการ ไม่ได้ทำให้ผื่นหายขาด  แต่หากผู้ป่วยทราบสาเหตุของการแพ้  หลีกเลี่ยงสารเคมีที่แพ้ได้อย่างถูกต้อง และเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้โรคไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกได้

วิธีป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มือ

  1. การทาครีมที่ให้ความชุ่มชื้น ทำให้สารเคมีที่แพ้หรือระคายเคืองเข้าสู่ผิวหนังได้ยากขึ้น ควรทาบ่อยเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเมื่อพบว่ามือเริ่มแห้งไม่ชุ่มชื้นและทุกครั้งหลังล้างมือ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม ไม่ใส่สี ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง
  2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ควรเลือกที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสบู่ที่จะทำให้มือแห้งระคายเคืองมากขึ้น อาจเลือกชนิดที่ผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  3. ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ ผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาด มาใช้ทำความสะอาดมือ
  4. ไม่ควรล้างมือบ่อยเกินไป โดยไม่ควรเกิน 2-3 ครั้งต่อวัน
  5. ไม่ล้างมือด้วยน้ำอุ่นมากๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งมากขึ้น
  6. หลังล้างมือซับมือให้แห้ง และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นทุกครั้ง
  7. ควรสวมถุงมือเมื่อต้องทำงานสัมผัสกับน้ำ หรือสารระคายเคืองโดยเลือกใช้ถุงมือที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรใส่ถุงมือนานกว่า 20 นาที เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นหรือระคายเคืองได้
  8. หากต้องใส่เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนถุงมือเมื่อรู้สึกว่าด้านในถุงมือเปียกชื้น และอาจใส่ถุงมือผ้าขาวไว้ข้างในถุงมืออีก 1 ชั้น เพื่อดูดซับเหงื่อ
  9. ควรทายาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ และรับการรักษาต่อไป

 

ความหวานชื่นใจที่เป็นภัยต่อสุขภาพ

เชื่อว่าหลายๆคนคงชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลม บางคนอาจจะดื่นแทนน้ำเปล่าเลยก็ว่าได้ วันนี้เรามาดูโทษของการดื่มน้ำอัดลม ความหวานชื่นใจที่เป็นภัยต่อสุขภาพกันบ้างดีกว่า เผื่อใครที่ดื่มอยุ่เป็นประจำจะได้ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินได้บ้าง

การดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำย่อมนำมาซึ่งโทษร้ายแรงต่อสุขภาพ ที่เห็นชัดเจนนั้นก็คือ โรคอ้วน ซึ่งจะทำให้หุ่นมีรูปร่างอ้วน ผิวพรรณก็เหี่ยวแห้งโทรมง่าย เพราะน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูงซึ่งความหวานที่เข้าสู่ในร่างกายปริมาณมากเกินไป มีผลทำให้เราแก่เร็วก่อนวัยอันควรนั่นเองและยังพ่วงมาพร้อมโรคต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย ใครที่ดื่มนานๆ ทีอาจจะไม่เป็นอะไรนัก แต่หากใครดื่มจนติดไปแล้วล่ะก็ หากไม่รีบลด ละเลิกล่ะก็ระวังไว้เลย อันตรายจากการดื่มน้ำอัดลมอาจจะมาเยือนอย่างแน่นอน

โทษของการดื่มน้ำอัดลมที่ต้องรู้ !

ร่างกายขาดสารอาหาร

การที่เราดื่มน้ำอัดลมเข้าไปทำให้เรารู้สึกสดชืนชั่วขณะก็จริงเแต่น้ำอัดลมจะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอยากทานอาหารหรือทานได้น้อยลง เนื่องจากน้ำอัดลมมีแก๊ซภายในปริมาณมากจึงทำให้เรารู้สึกอิ่ม จุกเสียดแน่นท้อง หากเด็กคนไหนติดน้ำอัดลมหนักก็จะทำให้ไม่อยากกินข้าวจนร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหารตามมาได้นั่นเอง

กระดูกและฟันผุกร่อน

เนื่องจากเพราะความหวานที่มีอยู่ในน้ำอัดลมมีปริมาณสูงซึ่งเป็นตัวการที่ให้ฟันเราผุได้ เนื่องจากกรดคาร์บอนิกที่มีในน้ำอัดลมจะเข้าไปทำลายสารเคลือบฟัน และนอกจากสภาพฟันจะสึกกร่อนลงได้แล้ว ยังทำให้กระดูกของเราผุกร่อนตามอีกด้วย ในสตรีวัยทองจึงง่ายต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนนั่นเอง

เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายอย่าง

ความหวานนี่แหละเป็นตัวดีในการที่เราดื่มน้ำอัดลมนานๆ ครั้งอาจจะไม่เป็นอะไรมากนัก แต่หากติดดื่มเป็นประจำมากเกินไปก็ย่อมส่งผลให้เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานตามมาได้ ทั้งยังทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุได้ง่ายอีกด้วย

ทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ดี

การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป ก๊าซที่มีในน้ำอัดลมจะเข้าไปทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นและจุกเสียดท้องตามมา ส่งผลให้มีอาการปวดท้องและสำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะยิ่งไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้อาการของโรคเป็นหนักขึ้น เรียกได้ว่าปวดท้องจนต้องพบหมอกันเลยทีเดียว

น้ำอัดลมทำให้นอนไม่หลับ

ในน้ำอัดลมนั้นมีคาเฟอีน คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้เรานอนไม่หลับจริงมั้ยละนี่ก็เช่นกัน หากเราดื่มน้ำอัดลมซึ่งมันมีปริมาณคาเฟอีนสูงมากไม่น้อยเช่นกัน หากดื่มในเวลาใกล้จะนอนหรือตอนกลางคืน คาเฟอีนจากน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่นได้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้เรานอนหลับยากไปด้วยนั่นเอง

ทีนี้รู้จักโทษจากการดื่มน้ำอัดลมมีมากมายถึงเพียงนี้แล้ว จากนี้ห้ามละเลยกันเด็ดขาดนะคะสำหรับพฤติกรรมของเราที่เผลอทีไรมักจะคว้าแต่น้ำอัดลมมาดื่มดับกระหายคลายร้อน หันมาดื่มน้ำเปล่า น้ำผักผลไม้หรือน้ำสมุนไพรกันบ้างจะดีที่สุด กินแต่พอดีอะไรที่มากเกินไปสำหรับร่างกายก็ไม่ดีทั้งนั้น หันมาใส่ใจสุขภาพเลิกตามใจปากกัน เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

 

โรคอ้วน

           ความอ้วนเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อโรคอย่างมาก และเป็นปัญหาที่หลายคนกำลังประสบอยู่ บางคนอาจจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคอ้วนแต่บางคนกลับยังไม่รู้ตัวแถมยังคงทำพฤติกรรมเสี่ยงที่เหมือนการนับถอยหลังเวลาชีวิตของตัวเองเพราะโรคนี้สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง อาจนำไปถึงชีวิตได้ 

โรคอ้วนคืออะไร

           โรคอ้วน บางคนอาจจะคิดว่าโรคนี้คือโรคของคนที่มีรูปร่างใหญ่ ลงพุง แต่โรคอ้วนเป็นชื่อเรียกสภาวะทางร่างกายที่มีการสะสมไขมันในปริมาณมาก เพราะร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ต้องการในแต่ละวันและไม่สามารถเผาผลาญออกไปจนหมดได้จึงมีการสะสมพลังงานส่วนเกินไว้ในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้โรคภัยเข้าใกล้ตัวได้ง่าย

ภาวะโรคอ้วน

           โรคนี้สามารถสังเกตตัวเองได้ง่ายๆ คือ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อวัยวะต่างๆ ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง เช่น แขนและขาใหญ่ขึ้น พุงใหญ่ขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีวัดดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งคำนวณได้จากสูตรน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสองของเราเอง 

ผลกระทบจากการเป็นโรคอ้วน

           ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเหนื่อยหอบ หรือเหงื่อออกได้ง่ายหากทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างยากลำบาก เพราะเคลื่อนไหวร่างกายได้ยากกว่าคนปกติ มีอาการนอนกรน และหายใจติดขัดจนอาจจะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ชนิดของโรคอ้วน

           อ้วนลงพุง ผู้ป่วยชนิดนี้จะมีการสะสมไขมันที่บริเวณช่องท้องและอวัยวะภายในเป็นส่วนใหญ่ เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งไขมันในบริเวณนี้จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไขมันในเลือดสูง

           อ้วนทั้งตัว ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีไขมันสะสมอยู่ในร่างกายโดยไม่ได้เจาะจงว่าอยู่ในตำแหน่งใด เพราะไขมันกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

พฤติกรรมการกิน รับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลมากจนเกินไป เช่น ขนมหวาน อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม เป็นต้น

กรรมพันธุ์ หากพ่อและแม่เป็นโรคอ้วน ลูกมีสิทธิ์ที่จะเป็นด้วยมากถึง 80 เปอร์เซ็น แต่ถ้าพ่อ หรือแม่เป็นโรคอ้วน ลูกมีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคอ้วนด้วย 40 เปอร์เซ็น

ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายคือการเผาผลาญไขมันออกจากร่างกาย หากเราไม่ออกกำลังกายไขมันส่วนเกินจะไม่ถูกกำจัดออกไป และจะยังคงสะสมอยู่ในร่างกายของเราไม่หายไปไหน

อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอ้วน เพราะใช้พลังงานน้อยลง

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วนด้วยความที่โรคนี้ส่งผลต่อภาพรวมของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้มีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ได้แก่

โรคข้อเสื่อม เนื่องจากคนที่เป็นโรคอ้วนมักมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนทั่วไป จึงส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวแน่นอนว่ารวมถึงข้อเข่าที่ต้องรับน้ำหนักตัวในการเดินแต่ละก้าวด้วย ดังนั้นโรคนี้จึงเป็นเหมือนตัวเร่งความเสี่ยงให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมนั่นเอง

โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นของคู่กันกับโรคอ้วนเลยก็ว่าได้เนื่องจากเมื่อเราอ้วนแน่นอนว่าในเลือดของเราจะมีไขมันและคอเลสเตอรอลมากขึ้น เป็นผลให้เส้นเลือดในร่างกายมีขนาดที่หนาขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนเกิดการอุดตันในที่สุด และหากปล่อยไว้สามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้เช่นกัน

โรคเบาหวาน อย่างที่เราทราบกันดีว่าคนที่เป็นโรคลงพุงแบบนี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เนื่องจากตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้ไม่ดีเหมือนคนทั่วไปจนมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพราะร่างกายต้องใช้อินซูลินเพื่อย่อยน้ำตาลนั่นเอง

ไขมันพอกตับ เกิดจากการที่ตับมีปริมาณไขมันมากเกินไป เนื่องจากพฤติกรรมการทานอาหารที่มีไขมันนั่นเอง เมื่อตับมีปริมาณไขมันสะสมมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการไขมันพอกตับได้ในที่สุด

กรดไหลย้อน เกิดจากผลกระทบของโรคอ้วนส่งผลให้ความดันในร่างกายมากขึ้นในบริเวณช่องท้อง รวมไปถึงกระเพราะอาหาร เป็นผลให้อาหารรวมถึงกรดในกระเพราะอาหารถูกดันกลับไปที่หลอดอาหารจนกลายเป็นกรดไหลย้อนในที่สุด

หยุดหายใจขณะหลับ การเกิดภาวะนี้เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวมากขึ้น เป็นผลให้ลำคอมีไขมันมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดการอุดกลั้นทางเดินหายใจได้ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้

การรักษาโรคอ้วน

           สำหรับการรักษาในเบื้องต้นผู้ป่วยต้องควบคุมอาหารและดูแลสุขภาพมากขึ้น เช่น ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้น้ำหนักลดลงและมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น แต่ในบางกรณีแพทย์อาจให้ทานยาที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่กรณีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์และต้องทำตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ในบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดก่อนการเข้ารับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ต่อไป

การป้องกันโรคอ้วน

           การป้องกันโรคนี้นั้นทำได้ไม่ยากแต่ต้องพึ่งความตั้งใจและการไม่ปล่อยปะละเลยนั่นคือ เราต้องควบคุมและปรับพฤติกรรมการทานอาหารให้ดีขึ้นพยายามไม่ทานอาหารจำพวกของทอดติดมันมากเกินไป รวมถึงการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังควรชั่งน้ำหนักเป็นประจำเพื่อให้รู้แนวทางในการปฏิบัติตนให้มีน้ำหนักตรงตามมาตรฐานต่อไป

โรคอ้วนจึงเป็นโรคที่เกิดจากความกินตามใจปากของเราเสียมากกว่า แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารบวกกับการออกกำลังกายเราจะห่างไกลโรคต่างๆ ได้หลายโรครวมถึงโรคอ้วนด้วยอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยนะ