ปลดล็อคดาวน์ แล้วอยากทำอะไร

แน่นอนตอนนี้ประเทศไทยมีมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ ลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้คนไทยต้อง กักตัวอยู่บ้านโดยรัฐบาลเริ่มผ่อนคลาย
ปลดล็อคดาวน์ เราอยากจะทำอะไร

จากสำรวจสถิติทั่วประเทศพบว่า อันดับกิจกรรมคนไทยต้องการใช้บริการมากที่สุด หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและประเทศเข้าสู่ภาวะปกติดังนี้

ไปร้านตัดผม

พบว่าประชากรส่วนใหญ่อยากออกไปตัดผมที่มันชั่งรุงรังซะเหลือเกินครั้นจะตัดเองก็กลัวจะแหว่งไม่เข้าท่า นี่ก็เป็นสถิติที่เยอะมากเหมือนกันสูงถึง21 เปอร์เซนต์แหนะ

เที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

ไปเที่ยว ก็เล่นติดแงกอยู่กับบ้านมานานหลายเดือนผู้คนก็ย่อมอยากออกไปหาอะไรทำพบปะเพื่อนฝูง ได้ไปเที่ยวไปกิน ตามสายนักเดินทางเป็นปกติอยู่แล้วก็ไม่กันบางคนก็อาจจะว่างแพลนไว้แล้วไม่ได้ไปคราวนี้แหละ เตรียมตัวออกไปกันได้เลยจ้า

รับประทานอาหารนอกบ้านหรือที่ร้าน

เบื่อกับข้าวบ้านแล้วละสิ หรือไม่ว่าจะเป็นอาหารเดริเวอรี่ต่างๆ ผุ้คนอยากออกไปลิ้มรสอาหารที่เคยกิน และต้องอดกินเนื่องจากสถาณการร์ไม่ดีแบบนี้ พอปลดคลายแล้ว เหล่านักชิมทั้งหลายเตรียมไปเพิ่มความอ้วนกันกันเลย

เดินเล่นหรือช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า

ขวัญใจสายชอปก็เตรียมออกไปจับจ่ายใช้สอย อยากออกไปใช้ตังค์กันอย่างเต็มที่แน่นอน เตรียมเงินให้พร้อมแล้วออกไปเดินสายชอปกันเลย

กลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยและทำงานที่ออฟฟิศ

แน่นอนหลายคนคงจะได้wfhกันมาได้ระยะนึงแล้ว การทำงานที่อาจจะยุ่งยากไม่สะดวกในการติดต่องานอะไรก็ตามแต่ ก็อาจจะต้องเขข้าสู้ภาวะปกติของการทำงาน พร้อมกับน้องๆหนูๆที่คิดถึงเพื่อน คิดถึงโรงเรียนแล้วละก็ ต้องตื่นเต้นอย่างแน่นอน

ออกกำลังกายที่ฟิตเนส สวนสาธารณะ สนามกีฬา

พลาดไม่ได้กับสายสุขภาพ คงจะใฝ่ฝันหาหรือบางคนอาจะเผลอกินไปเยอะแล้วช่วงกักตัวแบบนี้คงอยากจะไปยืดเส้นยืดสายกันเลยละสิ

เที่ยวสถานบันเทิง (ผับ บาร์) ยามค่ำคืน

แน่นอน ไม่ว่าวัยรุ่นวัยไหนคงอยากจะไปโยกย้ายส่ายสะโพก ดื่มกันแน่นอน คิดถึงสังคมขของการดื่มก็จัดไปกันเลย แต่อย่าดื่มเยอะจนเกินพอดีนะ ดูแลสุขภาพกันด้วยละ

เป็นยังบ้างมีใครอยากออกไปทำหลายๆอย่างที่กล่าวมาใช่ไหมละ แต่ที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าจะออกไปทำอะไร อย่าลืมดูแลตัวเองหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัย เว้นระยะห่าง กันด้วยนะทุกคน ด้วยความเป็นห่วงนะจ๊ะ

 

คำคมและข้อคิดดี ๆ 

บทความนี้ผมจะเขียนคำคมข้อคิดดีๆต่าง ๆ ที่สอนชีวิตเราได้ ถ้าใครที่กำลังเจอกับปัญหาชีวิต ลองมาอ่านเพลิน ๆ ไปกับบทความนี้ มีคำคมมากมายให้ได้ลองอ่านกัน มีทั้งกินใจ สอนใจและเฮฮามากมาย ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนถ้าได้อ่านต้องได้แง่คิดดี ๆ กลับไปบ้าง เพราะผมเองก็ชอบหาบทความหรือคำคมดี ๆ อ่านและแปลความหมายของมันออกมาเอง ลองไปอ่านกันดูนะครับ

  1. ร้อยคนรู้จัก ไม่สู้หนึ่งคนรู้ใจ ร้อยคนรู้ใจ ไม่สู้ดูใจตัวเอง…
  2. อย่าหยุดตอนที่คุณเพียงแค่เหนื่อย และอย่าหยุดเมื่อคุณทำสำเร็จแล้ว…
  3. ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้มีโอกาสเรียนรู้และเติมโต…
  4. ไม่ใช่งามด้วยสังขารร่างกาย ไม่ใช่งามด้วยผิวหนัง แต่งามด้วยความเบิกบานที่อยู่ในใจ…
  5. ปัญหา ถ้าเกิดเราเปลี่ยนแค่พยัญชนะเพียงตัวเดียวมันก็จะเกิดคำว่า ปัญญา…
  6. การเพ่งโทษผู้อื่น ทำให้ตัวเองไม่เป็นสุข แต่การเพ่งดูใจตนเอง ทำให้เป็นสุขได้…
  7. ผลเกิดจากเหตุ ถ้าจะแก้ปัญหาต้องเริ่มจากต้นเหตุหรือสาเหตุก่อน…
  8. ชนะตัวหลงบรรลุธรรม ชนะคนอื่นร้อยครั้งพันครั้งไม่เท่ากับชนะตนเองเพียงครั้งเดียว…
  9. การพูดให้ร้าย ไม่ทำให้คนดีเป็นคนเลวได้ เพราะเมื่อน้ำลด หินก็ยังอยู่ที่เดิม
  10. ความชั่วไม่ใช่ของธรรมดาที่เกิดขึ้นในตนเอง เพราะเราต้องทำมันถึงจะชั่ว ถ้าไม่ทำ มันก็ไม่เกิด…
  11. ความชั่ว แม้ไม่มีใครเห็นมันก็ชั่ว เพียงแต่จะเร็วหรือช้า หากมีคนเห็นก็ชั่วเร็ว ถ้าไม่มีคนเห็น ก็ชั่วช้า…
  12. ไม่ใช่นิ่งเพื่อนิ่ง แต่นิ่งเพื่อรู้ทันสิ่งทั้งหลายที่ไม่นิ่ง…
  13. คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด และคนฉลาดก็ย่อมเป็นเหยื่อของคนโง่…
  14. ถ้าเดินหน้าแล้วคิดแต่ว่ากลัวจะไม่รอด ให้ลองเปลี่ยนความคิดเป็น ไปแล้วจะไม่ตายดูบ้าง…

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับ 15 คำคมหรือสุภาษิตที่ผมนำมาเสนอ บางอันผมก็ใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเลยนะ ส่วนใหญ่เลยดีกว่า ถ้าเราได้อ่านแล้วคิดตามผมว่ามันดีนะ แล้วมันสามารถเปลี่ยนความคิดของใครหลาย ๆ คนได้อีกด้วย เดี่ยวผมจะหาข้อคิดแง่คิดดี ๆ มาอีก ด้านบนจะเน้นข้อความสั่น ๆ แต่อ่านแล้วสะกิจใจ ส่วนที่เหลือผมจะเน้นไปทางข้องความยาว ๆ แต่อ่านแล้วทำให้เราคิดได้

1.การมองโลกในแง่ดี ไม่ได้หมายถึง.. การไม่ยอมรับรู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่คือการรู้และยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอยู่กับปัญหานั้นำได้อย่างไร…

2.การที่จะขึ้นไปให้สูงที่สุดและเหนื่อยน้อยที่สุด คือการเดินขึ้นไปพร้อมกับปัจจุบัน โดยไม่นึกถึงว่ายอดสุดมันจะถึงเมื่อไหร่…

3.อย่าคิดว่าเราเป็นคนสำคัญ ให้ทำตนแบบเป็นปกติธรรมดา ๆ นี่แหละดีที่สุด เมื่อเราคิดว่าเราเป็นคนสำคัญแล้ว เมื่อผู้อื่นไม่ให้ราคาเรา ไม่นับถือให้ความสำคัญเรา จิตใจเราจะเป็นทุกข์ร้อน สับสนวุ่นวายไปตามกระแสโลกธรรม…

4.ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้องนี้ให้จงดี แล้งจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด…

5.พ่อแม่นี่แหละ เป็นอะไรทุกอย่างให้เราแล้ว เป้นพระของเรา เป็นพระพรหมของเรา เป็นครูคนแรกขอองเรา เป็นผู้ที่เราวรเคารพกราบไหว้บูชาสักการะทุกค่ำเช้า…

6.บาตรรั่วเพราะสนิมกัดกร่อนฉันใด คนปล่อยให้กิเลสตัณหาตั้งบ้านเรือนอยู่ในใจได้ ก็ต้องทุกข์อยู่เช่นเดิมเหมือนกัน…

7.ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากเธอหาคนที่ดีกว่าเธอหรือดีเสมอเธอคบไม่ได้แล้วไซร้ เธอพึงท่องเที่ยวไปแต่เพียงลำพังผู้เดียว เสมือนนอแรด ยังประเสริฐกว่าการคบคนพาล เพราะการคบคนพาล ยอมนำไปสู่ความวิบัติโดยแท้…

สุดท้ายนี้ ผมขอให้คนที่ได้อ่านบทความนี้เกิดความกระจ่าง เห็นดีเป็นดีเห็นชั่วเป็นชั่ว ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงได้อะไรไปไม่มากก็น้อยจากคำคมหรือบทความที่ผมได้นำมาเสนอนี้ เพราะผมเอง ก็ได้มามากเลยแหละ

 

บทความให้กำลังใจ

            คนเราทุกคนเกิดมาเมื่อมีทุกข์หรือพบปัญหาและอุปสรรคในชีวิต หากมีความอดทนเข้มแข็งพอจะสามารถเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นเรื่องดีและจะพบกับความสุขของชิตฉะนั้นจึงไม่ควรท้อแท้หมดกำลังใจหรือลมเลิกความตั้งใจขอให้มีความอดทนมานะพยายามและต่อสู้ไปให้ถึงที่สุด เพราะความพ่ายแพ้และอุปสรรคอาจบั่นทอนกำลังใจไปบ้างแต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะพบกับความสำเร็จโดยไม่เคยพ่ายแพ้และไม่เคยพออุปสรรคมาก่อน ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ขออย่างเดียวแค่ไม่ท้อกับสิ่งที่กำลังจะลงมือทำ เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่สามารถเลือกเกิดได้ ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากันมีมากมีน้อยไม่เหมือนกัน คนมีน้อยก็ต้องดิ้นรนทำงานให้หนักเพื่อที่จะได้มีรายได้มาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวแค่ไม่ท้อและไม่ทุกข์

      “ล้ม “ สักกี่ครั้ง ผิดหวังมากี่หน ลุกขึ้นยืนให้ได้ แล้วสักวันเราจะเจอความสุขจริงๆ ล้มกี่ครั้งต้องลุก อย่าท้อเพราะความสุขไม่ได้หนีจากเราไปไหนหรอก มันอยู่แค่เพียงแค่เอื้อมมือจริงๆ ถ้าหากเราไม่ได้ตัดสินว่า โลกมันควรเป็นอย่างที่เราอยากเป็น และไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ ให้กับตัวเองมากจนเกินไป เวลาคืดหรือทำอะไรอย่างแล้วมีข้อบังคับ มีกรอบ และเรามักจะมโนภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า เมื่ออะไรๆมันไม่แน่นอนหรือไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของเรา เราก็จะทุกข์ เราก็เสียใจและเราก็จะเสียใจได้ง่ายๆ

             กำลังใจแต่ละคนอาจมีไม่เหมือนกันอาจจะแตกต่างกันไป บางคนทำอะไรก็ล้อมเหลวไปซ้ะหมด ทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด ไม่แปลกที่จะรู้สึกท้อ แต่หากมัวจมอยู่กับเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็จะเสียเปล่า สิ่งที่เราควรทำก็คือตั้งหลักแล้วมองไปรอบข้าง หรือมองไปข้างหน้าดีกว่า บอกกับตัวเอง ว่าลองสักตั้ง ถึงแม้ในอนาคตจะพลากอีกก็ไม่เป็นไร เพราะทุกคนก็มีความล้มเหลมหรือเสียใจกันมาทั้งนั้น เพราะคนที่ล้มแล้วลุกได้คือคนที่แข็งแกร่ง ประโยคนี้เรายังใช้กับตัวเองเวลาจะลงมือทำสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ แต่บางทีก็ยังรู้สึกกล้าๆกลัวๆ แต่เราลองบอกตัวเองว่าลองสักตั้ง เริ่มใหม่ เราก็จะฮึดสู้ขึ้นมาได้แน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นยังไงอย่าท้อ

            ทุกคนเคยผิดหลาดมาทั้งสั้น ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปซ้ะทุกอย่าง เพราะทุกคนต่างก็ต้องเคยเจอกับความไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้นเราควรบอกตัวเองว่า ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในเมื่อเรายังตั้งใจจะสู้ชีวิตต่อ ทุกอย่างเราทำให้เต็มที่ ก็คุ้มแล้วที่เราสู้และเหน็ดเหนื่อยมาตลอด ผลตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยดีแบบที่เราคาดไว้ แต่วันหน้ามันต้องดีแน่นอน 

             หากเราท้อแท้ กำลังใจเป้นสิ่งที่ทำให้เราจะก้าวต่อไป บางอย่างที่ช่วยยกระดับจิตใจและจิตวิญญาณของเรา ชีวิตสามารถต่อสู้ได้ไม่ว่าจะดิ้นรนกับอะไรก็ตาม เราจะช่วยให้กำลังใจที่เตือนตัวเราเองว่าทุกคนต่างก็มีความทุกข์ในชีวิต ที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ดีที่สุกก็คือการให้กำลังใจตัวเราเอง หรือคนรอบข้างที่เรารัก
ไม่ว่าเราจะพึงพ่ายแพ้มาก็ตามความฝันของเราล้มเหลวแล้วเรารู้สึกหมดกำลังใจ ชีวิตเราจำไว้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราคือเป็นคนเดินหน้าต่อไปแม้เราจะรู้สึกว่ามันง่ายกว่าที่เราล้มตัวลงนอนและยอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราในชีวิตต่อไป เราควรให้กำลังใจตัวเราเองและสิ่งสำคัญที่สุดเราควรรักตัวเองให้มากๆ 

            หากว่าเราประสบณ์ความสำเร็จหรือชีวิตเราดีขึ้นแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือเราควรขอบคุณตัวเองแล้วบอกตัวเราเองว่า เราเก่งมากนะที่ผ่านอะไรหลายๆอย่างมาเพื่อตัวเอง อาจจะล้มหลายรอบบ้างท้อหลายหน เหนื่อยหลายครั้งแต่เราก็ผ่านมาได้ และเราควรให้รางวัลตัวเองเพื่อเป็นกำลังใจตัวเราเองมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้กำลังใจเองอยู่เสมอ

     

พ่อแม่รังแกฉัน

 

คุณเคยได้ยินคำนี้มาแล้วใช่ไหม แล้วคุณรู้ไหมว่ามันเป็นยังไง พ่อแม่ชอบตี ชอบแกล้งเหรอ หรือว่าพ่อแม่ไม่ให้ของที่ที่เราอยากได้ ถึงเราจะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ไม่ตามใจสักที ความคิดเหล่านั้นเอาออกจากหัวไปเลยครับ เดี่ยววันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์ที่ผมเคยเจอมากับตัว


                 ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อทำงานราชการ แม่ทำงานออฟฟิศ ฐานะทางการเงินของครอบครัวผมค่อนข้างดีเลยแหละ ผมเกิดมาก็สบายแต่เด็กเลย พ่อกับแม่เอาใจผมทุกอย่าง ทะนุถนอมผมแบบสุด ๆ ไปเลย อย่างว่าแหละ ผมมันลูกคนเดียว พ่อแม่ที่ไหนจะไม่รักหล่ะ ว่าไหม แต่นั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของคำว่า พ่อแม่รังแกฉัน ตอนผมต้องเข้าเรียนอนุบาลถึงประถม พ่อกับแม่ก็หาโรงเรียนที่ดีที่สุด บางทีพ่อถึงกับต้องใช้เงินเพื่อให้ผมได้เรียนที่นั่น ผมได้เรียนโรงเรียนสบายมาตลอดจนถึง ป.5 หรือ ป.6 เนี้ยแหละ ผมเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน แล้วผมหกล้มจนเป็นแผลนิดหน่อย พ่อแม่ผมโกรธเด็กที่เล่นกับผมและพ่อแม่ของเขามาก ยังกับว่าเขาผิดเต็ม ๆ ทั้ง ๆ ที่เราแค่เล่นกัน ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่หรอก แต่ผมยังพอจำความได้บ้าง มันทำให้ผมคิดว่า ใครก็ทำอะไรผมไม่ได้หรอก ผมมีพ่อช่วย แม่ช่วย และใช่ครับ ผมเป็นเด็กที่ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรเลย เข้าเรียนไปวัน ๆ ชอบแกล้งเพื่อน รังแกเพื่อนที่อยู่หน้าห้องเพราะเขาชอบร้องไห้ ผมเคยโดนครูเรียกเข้าห้องปกครองบ่อยมาก

และเวลาครูเรียกผู้ปกครอง พ่อก็จะให้พ่อบ้านที่บ้านมาคุยกับครูแทน วันประชุมผู้ปกครอง วันพ่อวันแม่ พ่อแม่ไม่เคยมาเลยสักครั้ง ส่งแต่พ่อบ้านแม่บ้านมาแทนตลอด แต่ถ้าวันไหนผมมีแผลกลับบ้านทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนอื่นเลย พ่อ กับ แม่ ผมมาถึงโรงเรียนแน่นอน ผมสอบไม่ผ่านจนแทบจะไม่ได้เรียนต่อ พ่อก็เข้าไปคุยกับ ผอ. แล้วบอกว่าผมสอบผ่านแล้ว ในเวลานั้นผมดีใจมากแล้วคิดว่าไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร “พ่อกับแม่ช่วยผมได้ตลอด” พอผมจบ ม.3 ผมบอกกับพ่อว่าผมไม่อยากเรียนแล้ว ผมอยากหาอะไรทำมากกว่า ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะทำอะไร ผมก็นอนอยู่บ้านไปเสียเวลาเรียนไปเกือบปี ผมมาบอกพ่อว่าผมอยากเรียนแล้ว พ่อแม่ไม่เคยขัดใจผมเลย ผมเอาแต่ใจมาก ๆ ติดเป็นนิสัยใครทำอะไรไม่ได้ต้องฟ้องพ่อกับแม่


                ผมเรียนต่อ ม.4 จนจบ ม.6 ด้วยความที่ผมเป็นเด็กหลังห้อง มีแก๊งมีกลุ่ม จริง ๆ ผมก็แทบไม่จบ ม.6 ด้วยซ้ำแต่พ่อผมก็ทำวิธีเดิม ผมก็จบมาได้แบบงง ๆ ผมกับเพื่อนใช้ชีวิตกับแบบสำมะเลเทเมา ในช่วงชีวิตที่พึ่งจบ ม.6 เพื่อนบางคนก็เรียนต่อปอตรี บางคนก็ไม่ได้เรียนไปหางานทำ ผมคือหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้เรียนและก็ไม่ได้ทำงานทำ ผมขอแต่เงินพ่อแม่ไปวัน ๆ แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยขัด ตามใจจนผมเสียคน พอเวลาผ่านไปได้ไม่นาน ผมอายุ 20 พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุขณะกำลังไปทำงาน พ่อกับแม่ต้องไปทำงานทางเดียวกันเลยไปพร้อมกันทุกวัน ผมก็นอนเมาค้างอยู่ที่บ้าน มีเสียงโทรศัพท์ดังมาหลายสายมาก ผมก็ไม่รับเพราะว่าตอนนั้นผมจะนอน จนมีคนมาเรียกผมผมก็ตื่นมาแบบงง ๆ มึน ๆ พ่อบ้านปิดประตูมาแบบหน้าตาตื่นตระหนกมาก เขาบอกว่า พ่อกับแม่ผมประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล ผมรีบลุกไปเลยโดยที่ยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันเลย พอไปถึงโรงพยาบาล หมอบอกผมว่า เสียใจด้วยครับ คุณพ่อคุณแม่คุณไม่หายใจแล้ว จังหวะนั้นผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งงงอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

หลังจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านมา 6 ปีแล้ว ตอนนี้ผมอายุได้ 26 ปี ใช้เงินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ตอนท่านเสียจนใกล้จะหมด ผมมีแต่ใช้ ไม่มีหาเพิ่ม เวลาที่ผ่านมา 6 ปีผมไม่เคยไปหางานทำเลย เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำงานอะไร จนตอนนี้ผมต้องหางานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง โดยที่ว่า งานอะไรก็ได้ เพื่อนสักคนก็ไม่มีอยู่กับผมเลย หันไปพึ่งใครก็ไม่ได้ เพราะปกติผมมีพ่อกับแม่ ผมก็สบายแล้วทุกอย่าง แต่วันนี้มันไม่มีท่านแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ เพราะด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่รู้ว่าจบมาได้ไง กับนิสัยตัวเองที่ไม่ค่อยฝึกเรื่องมารยาทมาสักเท่าไหร่ เข้าสังคมกับใครไม่เป็น เพราะเคยแต่รังแกคนอื่น และผมก็นึกถึงคำ ๆ หนึ่งที่ครูเคยสอนตอนยังเด็ก เรื่องพ่อแม่รังแกฉัน ผมพึ่งเข้าใจความหมายมันอย่างแท้จริงก็ในวันที่ผมเจอมันด้วยตัวผมเอง และนี่แหละครับ ชีวิตของผม ชีวิตของเด็กคนนึงที่ถูกพ่อแม่รังแกมาตั้งแต่เด็ก แต่โทษท่านฝ่ายเดียวมันก็ไม่ถูก เพราะสุดท้าย คนที่เลือกจะทำมันคือผม คือตัวของเราเอง ผิดชอบชั่วดีอยู่ที่เราเลือกจะทำครับ..

ชีวิตต้องพร้อมนับ 1 ใหม่เสมอ…

บทความ

                คุณอาจจะต้องเคยเจอปัญหา คอมดับ คอมเสีย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณเกิดใช้งานไม่ได้ แล้วคุณจำเป็นที่จะต้องล้างเครื่องมันใหม่ ผิดแล้วเปิดมันขึ้นมาใหม่ โดยที่คุณไม่อยากจะทำแบบนั้นเลย แต่ที่คุณต้องทำเพราะคุณต้องการที่จะให้มันติดขึ้นมาใหม่ ใช้งานได้ใหม่ แต่ต้องแรกมาด้วย ข้อมูล งานที่กำลังทำ หรือรูปภาพหายไป โดยคุณต้องเริ่มทำมันใหม่ตัวแต่ต้น เริ่มเก็บข้อมูลที่คุณพึ่งลบมันไปแบบเลือกไม่ได้ โดยคุณได้แต่ท่องไว้ในใจว่า “ไม่เป็นไร”เดี่ยวก็ทำมันกลับมาใหม่ได้

ในบางคนอาจจะยังโชคดีที่มันไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก แต่ถ้าบางคนที่ต้องเริ่มใหม่ มันไม่ใช่แค่ข้อมูลในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ล่ะ ถ้าหากสิ่งที่เขาต้องยอมเสียไปเป็นเรื่องในชีวิตล่ะ เช่น หน้าที่การงาน ต้องมาเริ่มใหม่ ความรัก ที่เอากลับมาไม่ได้ หรือแม้แต่ชีวิตของคนสำคัญในชีวิต หากพวกเขาต้องเจอแบบนี้กับตัวล่ะ มันจะทวีคูณขนาดไหนเมื่อเทียบกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่หายไป

“เราไว้ใจอะไรไม่ได้ตลอดไป”

               พวกคุณคุณเคยได้ยินคำนี้ไหม ชีวิต มันไม่มีอะไรที่แน่นอนเสมอไป ใช่ครับ มันก็จริงอย่างที่บอก แต่อย่าลืมว่า มันเป็นเพียงแค่ประโยคสั่น ๆ ประโยคหนึ่ง ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั่น ถ้าคุณคิดว่า คุณเก่งแล้ว คุณไม่ต้องพึ่งใครก็ได้ คุณกำลังคิดผิดอย่างแรง เพราะต่อให้คุณเก่ง และมั่นคงต่อตัวคุณขนาดไหน สิ่งของที่ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตรอบตัวคุณจะไม่มีทางมั่นคงไปกับคุณได้ตลอดไป..

ต่อให้คุณมีชื่อเสียง มีอำนาจ คุณก็ต้องมีแฟน ๆ ที่คอยเชียร์คุณ ต้องคอยมีคนนำเสนอคุณขึ้นมาให้เป็นที่รู้จัก…

คนที่คอยสนับสนุนคุณก็ต้องมีธุรกิจหรือมีกำลังในการสนับสนุนคุณได้ตลอด เช่น มีอาชีพเป็นของตนเอง…

พอมีอาชีพ ก็จำเป็นต้องมีผูบริโภค ไม่อย่างนั่นก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้…

ผู้บริโภคนั่นจะมีกำลังมากหรือน้อยก็ต้องพึ่งเศรษฐกิจ…

และเศรษฐกิจจะดีได้ก็ต้องอยู่ที่ผู้บริหารหรือหน่วงงานที่เกี่ยวข้องและปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย…

ลองมองกลับมาที่คุณเอง คุณคือ 1 ในมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ อาจจะเป็นคนดังหรือเป็นคนธรรมดา…

จากทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้น คือโดยรวมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งพากัน คุณจะไม่มีสามารถบังคับให้มันเป็นไปอย่างที่คุณต้องการได้เสมอไป

“อย่ากลัวการเริ่มใหม่ ที่ต้องถอยหลัง               

               ผมคิดว่าเราทุกคนต้องเคยมีคำว่าเริ่มใหม่ในชีวิตมากก่อน อย่างเช่น การต้องหาที่อยู่ใหม่ การต้องหาที่เรียนหรือที่ทำงานใหม่ ๆ แต่นั่น เป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ หรือแทบไม่เสียหายอะไรกับชีวิตคุณ แต่ถ้าสิ่งที่คุณนั่นต้องเริ่มใหม่ นั่นยากต่อการยอมรับมันได้ล่ะ เช่น ของที่คุณรัก หายไป คนที่คุณรักต้องเลิกรากันไป หรือล้มหายตายจากกันไป ถ้ามันเกิดขึ้นกับตัวคุณ คุณจะมาคิดทีหลังว่า ตอนนั้น เราคงยังไม่พร้อมที่จะเริ่มใหม่ ตอนนั้น เรายังอยู่กับความเสียใจ จมปักอยู่กับที่ หรืออาจจะถอยหลังไปเลยก็ได้

               อยากได้คุณได้มองกลับไปว่า ใช่ คุณกำลังถอยหลัง แต่ทางที่คุณเดินถอยกลับไปนั่น ไม่ใช่ทางกลับไปจุดเริ่มต้น แต่มันเป็นทางที่ต้องถอยไปเพื่อเปลี่ยนทางเดินใหม่ ยกตัวอย่างเช่น คุณเดินเข้าซอยที่มันไปต่อไม่ได้แล้ว คุณก็จำเป็นที่จะต้องเดินกลับมาใหม่ เพื่อที่คุณจะได้ไปซอยต่อไปหรือไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทางเดิม

แม้จะพูดให้ดูดีอย่างไร ก็ไม่มีใครอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ หรอก

               บทความที่ได้กล่าวไปด้านบนนั่น หมายความว่าการ รีเซ็ต ไม่เหมือนกับการ รีสตาร์ท หากเราเข้าใจเราจะรู้ได้ว่า การ รีสตาร์ท คือการเริ่มใหม่เหมือนกันกับการ รีเซ็ต แต่การ รีสตาร์ท นั้น คือกลับไปที่จุดเริ่มต้นที่เหมือนเดิม เดินกลับมาทางเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างจากการ รีเซ็ต ที่พอรีแล้วสามารถเริ่มต้นใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิมก็ได้

ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆคนพยายามจะ รีสตาร์ท มากกว่า รีเซ็ต ทำให้ว่า ต่อให้คุณกลับมาเริ่มต้นให้ แต่คุณยังทำตัวเหมือนเดิม ปฏิบัติแบบเดิม เดินไปทางเดิม สภาพแวดล้อมเดิม ๆ คุณก็ต้องกลับมาเจอสถานการณ์เดิม ๆ อยู่ดี โดยที่คุณคิดไปเองว่า ทำไมคุณต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง ทำไมต้องมาเป็นแบบเดิม ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคุณเลือกเอง ที่จะเดินมาทางเดิม

บทสรุป

ก็อย่างที่ผมได้กล่าวไปด้านบนว่า ทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องเจอกับเริ่มต้นใหม่มาแล้วทั้งนั้น บางคนอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ หรือหนักหนาอะไรมากนัก แต่บางคนอาจจะทำให้ชีวิตไม่สามารถเดินไปต่อเลยก็ได้ ผมอยากได้ทุกคนลองเลือก รีเซ็ต มากกว่าการ รีสตาร์ท เพราะเราจะได้ไปเจออะไรใหม่ ๆ ที่มันไม่อยู่กับที่ ไม่ซ้ำรอยเดิมที่คุณก็รู้และเจอมาอยู่แล้วว่ามันจะจบแบบไหน ซึ่งการที่จะเลือกเดินไปในทางใหม่ ๆ ขอให้คุณคิดไว้เสมอด้วยว่า ต่อให้คุณเก่งขนาดไหน คุณก็ต้องพึ่งคนอื่นเสมอ…