ชีวิตต้องพร้อมนับ 1 ใหม่เสมอ…

บทความ

                คุณอาจจะต้องเคยเจอปัญหา คอมดับ คอมเสีย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณเกิดใช้งานไม่ได้ แล้วคุณจำเป็นที่จะต้องล้างเครื่องมันใหม่ ผิดแล้วเปิดมันขึ้นมาใหม่ โดยที่คุณไม่อยากจะทำแบบนั้นเลย แต่ที่คุณต้องทำเพราะคุณต้องการที่จะให้มันติดขึ้นมาใหม่ ใช้งานได้ใหม่ แต่ต้องแรกมาด้วย ข้อมูล งานที่กำลังทำ หรือรูปภาพหายไป โดยคุณต้องเริ่มทำมันใหม่ตัวแต่ต้น เริ่มเก็บข้อมูลที่คุณพึ่งลบมันไปแบบเลือกไม่ได้ โดยคุณได้แต่ท่องไว้ในใจว่า “ไม่เป็นไร”เดี่ยวก็ทำมันกลับมาใหม่ได้

ในบางคนอาจจะยังโชคดีที่มันไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก แต่ถ้าบางคนที่ต้องเริ่มใหม่ มันไม่ใช่แค่ข้อมูลในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ล่ะ ถ้าหากสิ่งที่เขาต้องยอมเสียไปเป็นเรื่องในชีวิตล่ะ เช่น หน้าที่การงาน ต้องมาเริ่มใหม่ ความรัก ที่เอากลับมาไม่ได้ หรือแม้แต่ชีวิตของคนสำคัญในชีวิต หากพวกเขาต้องเจอแบบนี้กับตัวล่ะ มันจะทวีคูณขนาดไหนเมื่อเทียบกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่หายไป

“เราไว้ใจอะไรไม่ได้ตลอดไป”

               พวกคุณคุณเคยได้ยินคำนี้ไหม ชีวิต มันไม่มีอะไรที่แน่นอนเสมอไป ใช่ครับ มันก็จริงอย่างที่บอก แต่อย่าลืมว่า มันเป็นเพียงแค่ประโยคสั่น ๆ ประโยคหนึ่ง ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั่น ถ้าคุณคิดว่า คุณเก่งแล้ว คุณไม่ต้องพึ่งใครก็ได้ คุณกำลังคิดผิดอย่างแรง เพราะต่อให้คุณเก่ง และมั่นคงต่อตัวคุณขนาดไหน สิ่งของที่ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตรอบตัวคุณจะไม่มีทางมั่นคงไปกับคุณได้ตลอดไป..

ต่อให้คุณมีชื่อเสียง มีอำนาจ คุณก็ต้องมีแฟน ๆ ที่คอยเชียร์คุณ ต้องคอยมีคนนำเสนอคุณขึ้นมาให้เป็นที่รู้จัก…

คนที่คอยสนับสนุนคุณก็ต้องมีธุรกิจหรือมีกำลังในการสนับสนุนคุณได้ตลอด เช่น มีอาชีพเป็นของตนเอง…

พอมีอาชีพ ก็จำเป็นต้องมีผูบริโภค ไม่อย่างนั่นก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้…

ผู้บริโภคนั่นจะมีกำลังมากหรือน้อยก็ต้องพึ่งเศรษฐกิจ…

และเศรษฐกิจจะดีได้ก็ต้องอยู่ที่ผู้บริหารหรือหน่วงงานที่เกี่ยวข้องและปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย…

ลองมองกลับมาที่คุณเอง คุณคือ 1 ในมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ อาจจะเป็นคนดังหรือเป็นคนธรรมดา…

จากทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้น คือโดยรวมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งพากัน คุณจะไม่มีสามารถบังคับให้มันเป็นไปอย่างที่คุณต้องการได้เสมอไป

“อย่ากลัวการเริ่มใหม่ ที่ต้องถอยหลัง               

               ผมคิดว่าเราทุกคนต้องเคยมีคำว่าเริ่มใหม่ในชีวิตมากก่อน อย่างเช่น การต้องหาที่อยู่ใหม่ การต้องหาที่เรียนหรือที่ทำงานใหม่ ๆ แต่นั่น เป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ หรือแทบไม่เสียหายอะไรกับชีวิตคุณ แต่ถ้าสิ่งที่คุณนั่นต้องเริ่มใหม่ นั่นยากต่อการยอมรับมันได้ล่ะ เช่น ของที่คุณรัก หายไป คนที่คุณรักต้องเลิกรากันไป หรือล้มหายตายจากกันไป ถ้ามันเกิดขึ้นกับตัวคุณ คุณจะมาคิดทีหลังว่า ตอนนั้น เราคงยังไม่พร้อมที่จะเริ่มใหม่ ตอนนั้น เรายังอยู่กับความเสียใจ จมปักอยู่กับที่ หรืออาจจะถอยหลังไปเลยก็ได้

               อยากได้คุณได้มองกลับไปว่า ใช่ คุณกำลังถอยหลัง แต่ทางที่คุณเดินถอยกลับไปนั่น ไม่ใช่ทางกลับไปจุดเริ่มต้น แต่มันเป็นทางที่ต้องถอยไปเพื่อเปลี่ยนทางเดินใหม่ ยกตัวอย่างเช่น คุณเดินเข้าซอยที่มันไปต่อไม่ได้แล้ว คุณก็จำเป็นที่จะต้องเดินกลับมาใหม่ เพื่อที่คุณจะได้ไปซอยต่อไปหรือไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทางเดิม

แม้จะพูดให้ดูดีอย่างไร ก็ไม่มีใครอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ หรอก

               บทความที่ได้กล่าวไปด้านบนนั่น หมายความว่าการ รีเซ็ต ไม่เหมือนกับการ รีสตาร์ท หากเราเข้าใจเราจะรู้ได้ว่า การ รีสตาร์ท คือการเริ่มใหม่เหมือนกันกับการ รีเซ็ต แต่การ รีสตาร์ท นั้น คือกลับไปที่จุดเริ่มต้นที่เหมือนเดิม เดินกลับมาทางเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างจากการ รีเซ็ต ที่พอรีแล้วสามารถเริ่มต้นใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิมก็ได้

ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆคนพยายามจะ รีสตาร์ท มากกว่า รีเซ็ต ทำให้ว่า ต่อให้คุณกลับมาเริ่มต้นให้ แต่คุณยังทำตัวเหมือนเดิม ปฏิบัติแบบเดิม เดินไปทางเดิม สภาพแวดล้อมเดิม ๆ คุณก็ต้องกลับมาเจอสถานการณ์เดิม ๆ อยู่ดี โดยที่คุณคิดไปเองว่า ทำไมคุณต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง ทำไมต้องมาเป็นแบบเดิม ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคุณเลือกเอง ที่จะเดินมาทางเดิม

บทสรุป

ก็อย่างที่ผมได้กล่าวไปด้านบนว่า ทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องเจอกับเริ่มต้นใหม่มาแล้วทั้งนั้น บางคนอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ หรือหนักหนาอะไรมากนัก แต่บางคนอาจจะทำให้ชีวิตไม่สามารถเดินไปต่อเลยก็ได้ ผมอยากได้ทุกคนลองเลือก รีเซ็ต มากกว่าการ รีสตาร์ท เพราะเราจะได้ไปเจออะไรใหม่ ๆ ที่มันไม่อยู่กับที่ ไม่ซ้ำรอยเดิมที่คุณก็รู้และเจอมาอยู่แล้วว่ามันจะจบแบบไหน ซึ่งการที่จะเลือกเดินไปในทางใหม่ ๆ ขอให้คุณคิดไว้เสมอด้วยว่า ต่อให้คุณเก่งขนาดไหน คุณก็ต้องพึ่งคนอื่นเสมอ…